“ยินดีต้อนรับสู่บทบาทใหม่นะเมฆ... ต่อจากนี้ไป นายคือ ‘ประธานคนต่อไป’ ของที่นี่แล้ว”
เสียงตามสายที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยคลื่นแทรกยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผม แม้ว่าลำโพงตัวสีครีมบนเพดานจะเงียบสนิทไปนานหลายนาทีแล้วก็ตาม ความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานท่านประธานชั้น 13 ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนาวเท่ากับความจริงที่เพิ่งกระแทกเข้าใส่หน้า
ผม—เมฆ พนักงานบัญชีต๊อกต๋อยผู้มีหน้าที่แค่ตรวจทานตัวเลขขาดทุนในงบดุล กลายมาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์นรกนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“อย่าขยับ”
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เฉียบขาดดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับมือเย็นเฉียบที่เอื้อมมาปิดปากผมไว้แน่น ก่อนที่ร่างของผมจะถูกดึงถอยหลังเข้าไปหลบหลังเสาหินอ่อนต้นใหญ่ในเสี้ยววินาที
กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าๆ ทำให้ผมรู้ทันทีว่านี่คือ ริน เธอยังไม่ไปไหน เธอยังวนเวียนอยู่ในนรกขุมนี้กับผม
ดวงตากลมโตของรินที่สะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่ค่อยๆ ปล่อยมือออกจากปากผม แต่สายตาของเธอยังคงจ้องเขม็งไปที่ผนังกระจกใสบานใหญ่เบื้องหน้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากกั้นระหว่างห้องทำงานกับโถงทางเดินด้านนอก
“คุณริน...” ผมส่งเสียงกระซิบอย่างยากลำบาก ลำคอแห้งผากราวกับมีคนเอาทรายมาโปรยไว้ “เกิดอะไรขึ้น... ทำไมเสียงเมื่อกี้ถึงบอกว่าผมเป็น...”
“เงียบก่อนเมฆ มองไปที่กระจกสิ” รินตัดบท เสียงของเธอสั่นพร่าอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายเดือนที่รู้จักกัน “ดูให้ดีๆ ว่าเงาที่สะท้อนอยู่บนนั้น มันใช่ตัวคุณจริงๆ หรือเปล่า”
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน ค่อยๆ หันกลับไปมองบานกระจกใสเงาวับที่ทอดยาวจรดเพดาน
ในยามปกติ กระจกบานนี้ควรจะสะท้อนภาพของผม—ชายหนุ่มร่างผอมเกร็ง ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยับยู่ยี่จากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์ ใต้ตาดำคล้ำจากความอดนอน และท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในเวลานี้... กลับไม่ใช่
เงาสะท้อนในกระจกยังคงยืนอยู่ตรงจุดที่ผมเคยยืนเมื่อครู่ แต่ใบหน้านั้นไม่ใช่ของผม ร่างในกระจกสวมสูทสีดำสนิทเนียบกริบ ทรงผมถูกหวีเรียบร้อยไร้ที่ติ และที่สำคัญที่สุดคือ รอยยิ้ม... รอยยิ้มที่กว้างจนแทบจะฉีกถึงใบหู แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเย่อหยิ่ง เย็นชา และอำนาจมืดที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
ที่น่ากลัวที่สุดคือ เมื่อผมยกมือซ้ายขึ้นมาสัมผัสหน้าอกตัวเองเพื่อเช็คอัตราการเต้นของหัวใจ เงาในกระจกกลับยกมือ ‘ขวา’ ขึ้นมาพร้อมกับโบกมือทักทายผมอย่างเชื่องช้า... มันไม่ใช่การสะท้อน แต่มันคือ ‘ตัวตนอีกคน’ ที่แยกขาดจากผมโดยสิ้นเชิง
“มัน... มันคืออะไรกันครับ” ผมพึมพำด้วยความสยดสยอง ขาสั่นจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“กฎข้อที่สิบสามของตึกนี้” รินพูดลอดไรฟัน สายตาไม่ละไปจากกระจกแม้แต่วินาทีเดียว “เมื่อไหร่ก็ตามที่ตึกยอมรับนายในฐานะ ‘ประธาน’ เงาในกระจกจะเริ่มแยกตัวออกจากร่างจริง มันคือการสลับภพ นายจะต้องกลายเป็นผู้อยู่อาศัยในกระจก ส่วนตัวตนที่อยู่ในห้องนี้... จะออกไปทำหน้าที่แทน นายจะกลายเป็นนักโทษชั่วนิรันดร์ที่ไม่มีวันได้ออกจากชั้น 13 อีกเลย”
ผมเบิกตากว้าง หันกลับไปมองเงาในกระจกอีกครั้ง ปรากฏว่าเงาตัวนั้นไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ อีกต่อไปแล้ว มันก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ผิวกระจกเรื่อยๆ ราวกับพยายามจะทะลุกรอบกระจกออกมาสู่โลกความเป็นจริง รอยยิ้มบนใบหน้าของมันกว้างขึ้นจนเห็นฟันสีเหลืองเรียงตัวกันผิดมนุคมนา
ตึง!
เสียงทุบกระจกจาก ‘ด้านใน’ ดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นทำให้กระจกหนาเตอะเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว รอยปริแตกแผ่ขยายออกไปราวดอกไม้แห่งความตาย และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ มีรอยประทับฝ่ามือสีดำคล้ำ เปอะเปื้อนไปด้วยคราบของเหลวหนืดข้น คล้ายน้ำมันเครื่องผสมเลือดสดๆ แปะทราบอยู่บนผิวกระจกฝั่งที่เงาตัวนั้นยืนอยู่
“ถอยออกมาเมฆ!” รินตะโกนลั่น พร้อมกับคว้าแขนผมแล้วกระชากให้หลบพ้นรัศมีของกระจกที่กำลังจะแตกละเอียด
แต่ช้าไป...
รอยร้าวบนกระจกแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วคมกริบนับร้อยชิ้นพุ่งเข้าใส่เราทั้งสองคนราวกับห่าฝน ผมยกแขนขึ้นมาป้องใบหน้าตามสัญชาตญาณ ความเจ็บแสบแปลบปลาวแล่นริ้วไปทั่วผิวหนังเมื่อเศษแก้วบาดเข้าที่แขนและใบหน้า แต่ความเจ็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังก้าวข้ามผ่านกรอบกระจกที่พังทลายออกมา
ร่างในชุดสูทสีดำก้าวเท้าเหยียบลงบนพรมกำมะหยี่สีแดงในห้องทำงานของท่านประธาน รองเท้าหนังขัดเงาไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า แต่มันปล่อยไอร้อนระอุและกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่ตายมานานนับเดือนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เงาตัวนั้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าผม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ถอดแบบมาจากผมทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นดวงตาสีดำสนิทไร้แววตาของผู้มีชีวิต มันก้มหน้าลงมาใกล้ผม กระซิบด้วยเสียงที่ซ้อนทับกันหลายชั้นจนน่าขนลุก
*“ขอบคุณที่เปิดทางให้นะร่างต้น... ต่อจากนี้ไป ฉันจะไปรับตำแหน่งแทนแกเอง”*
“อย่าไปฟังมัน!” รินพยายามจะคว้าตัวผมหนี แต่จู่ๆ แสงไฟนีออนทั่วทั้งชั้น 13 ก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้วในทันที และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว มือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งคู่หนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของผมจากความมืดเบื้องล่าง แล้วออกแรงกระชากอย่างรุนแรงจนผมล้มฟุบลงไปกระแทกพื้นพรม
“ช่วยด้วย! คุณริน!” ผมร้องตะโกนสุดเสียง พยายามใช้มือตะกุยพื้นพรมเพื่อหาที่ยึดเกาะ แต่แรงดึงมหาศาลกลับลากผมถอยหลังดิ่งลงไปในความมืดมิดใต้โต๊ะทำงานของท่านประธาน
รินพยายามเอื้อมมือมาคว้ามือผมไว้ ปลายนิ้วของเราเกี่ยวก้องกันได้เพียงชั่วเสี้ยววินาที ความอุ่นจากมือของเธอคือความหวังเดียวในความมืดนี้ แต่แรงดึงจากเบื้องล่างกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังระงมมาจากทุกทิศทุกทาง
“เมฆ! อย่าปล่อยมือนะ!” รินตะโกนสุดเสียง น้ำตาของเธอหยดลงมาโดนหลังมือผม ร้อนผ่าวยิ่งกว่าไฟ
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ผมเงยหน้าขึ้นมองผ่านความมืดไปทางประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ ผมเห็นเงาร่างหนึ่งยืนพิงกรอบประตูอยู่ ร่างนั้นสวมชุดพนักงานออฟฟิศคุ้นตา ท่าทางคุ้นเคย และใบหน้าที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดห้าปีเต็ม—พี่สาวของผมเอง
เธอยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเวทนา ก่อนจะพูดคำพูดที่ทำให้หัวใจของผมหยุดเต้นสนิท
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเรานะ... น้องรัก”
---
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน•ตอนที่ 39
รอยประทับมือบนกระจก
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โอทีนรก: ชั้นที่ 13 ห้ามออกหลังเที่ยงคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!