คราบกาแฟเย็นชืดที่ก้นแก้วกระเบื้องเคลือบสีขาว สะท้อนเงาหลอดไฟนีออนกึ่งสว่างกึ่งดับบนเพดานห้องประชุมชั้นสิบสองของตึกร้าง บรรยากาศภายในห้องอับทึบไร้ซึ่งลมหายใจของผู้คน นอกจากลมหายใจแผ่วเบาที่พยายามสะกดกลั้นความตึงเครียดของคนทั้งสาม
"นายเปลี่ยนไปมากนะ ธันวา"
ศิลาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กัดกินโสตประสาทมานานร่วมสิบนาที ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกแก๊ปจ้องมองอดีตเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ บนโต๊ะไม่มีเอกสารสนธิสัญญาหรือข้อตกลงสันติภาพ มีเพียงปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติสีดำสนิทกระบอกหนึ่งวางนิ่งสนิทคั่นกลางระหว่างคนทั้งคู่ ราวกับเป็นตัวแทนคำตอบสุดท้ายที่ชัดเจนยิ่งกว่าตัวอักษรใดๆ
ธันวาหัวנסในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งกาลเวลา เขาไม่ได้มองหน้าศิลาโดยตรง แต่ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่แตกเป็นรอยร้าว มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของมหานครเบื้องล่างที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างไม่รู้ชะตากรรม
"ฉันไม่ได้เปลี่ยนไป ศิลา... โลกใบนี้ต่างหากที่บีบให้ฉันต้องตาสว่าง" ธันวาหันกลับมาสบตา น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน "นายยังคงยึดติดกับอุดมการณ์บ้าๆ สัญญาที่ให้ไว้กับคนตายที่ไม่มีวันฟื้นกลับมา ความยุติธรรมที่นายไขว่คว้ามันเป็นเพียงภาพลวงตาที่องค์กรสร้างขึ้นเพื่อใช้หลอกใช้พวกเรา"
ที่มุมมืดของห้อง รินรดายืนพิงผนังแขนกอดอก นิ้วมือเรียวยาวใต้ถุงมือหนังกำลังเคาะเบาๆ เป็นจังหวะบนหน้าจอแท็บเล็ตในมือเพื่อตรึงสัญญาณกล้องวงจรปิดรอบตึกไม่ให้ถูกตัดขาด แม้สีหน้าจะเรียบเฉยไร้ความกลัว แต่เม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดซึมตามไรผมก็ฟ้องชัดว่าสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นลวดที่ขึงข้ามปากปล่องภูเขาไฟ
"ข้อเสนอที่ฉันให้ไป คือโอกาสสุดท้ายแล้ว" ศิลาพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้ง "ยอมมอบฐานข้อมูลทั้งหมดคืนมา แล้วฉันจะทำให้แน่ใจว่านายจะยังมีลมหายใจเดินออกไปจากที่นี่ได้"
ธันวาหลุดหัวเราะออกมาคราวนี้เสียงดังขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากบิดเบี้ยวจนน่ากลัว เขายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนแก้มขวา ช้าๆ
"ลมหายใจงั้นหรือ? นายคิดว่าฉันกลัวความตายหรือไง ศิลา" ธันวาโน้มตัวไปข้างหน้า มือขวาค่อยๆ เลื่อนเข้าใกล้ปืนพกบนโต๊ะ "ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงต้องมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ฉันทำ... คือการปลด1แอกผู้คนจากโซ่ตรวนที่นายกำลังพยายามจะสวมมันใหม่อีกครั้งต่างหาก"
บรรยากาศในห้องลดฮวบลงจนติดลบ รินรดารู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นพล่านไปตามผิวหนัง เธอเห็นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ของศิลาเกร็งตัวขึ้นอย่างระแวดระวัง
"ถ้านั่นคือคำตอบ..." ศิลาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด แววตาที่เคยมีความลังเลหลงเหลืออยู่บ้าง บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวสีดำสนิท "การเจรจาก็คงจบลงแค่นี้"
ฉับพลันนั้นเอง เสียงคลิกเบาๆ ของไกปืนก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ธันวาไม่ได้หยิบปืนขึ้นมาเล็ง ทว่านิ้วชี้ของเขาตวัดเหนี่ยวไกจากท่าทางที่วางไว้บนโต๊ะทันที กระสุนเจาะทะลุผ่านไม้โอ๊กหนาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้กระจายว่อน บาดแก้มของศิลาจนเกิดรอยเลือดซิบสีแดงสด แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วดั่งเสือดาว ศิลาพุ่งตัวหลบฉากไปด้านข้างพร้อมกับชักปืนพกประจำกายออกมายิงสวนกลับทันควัน
ปัง! ปัง!
เสียงปืนกัมปนาทสะท้อนก้องไปทั่วชั้นตึกร้าง กระจกหน้าต่างด้านหลังธันวาแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ คมกระจกพุ่งกระจายราดยังกับหลามฝน ธันวากลิ้งตัวหลบหลังโต๊ะไม้ได้อย่างหวุดหวิด กระสุนนัดแรกเฉี่ยวหัวไหล่ของเขาจนเสื้อผ้าขาดวิ่น
"รินรดา! ระบบ!" ศิลาตะโกนลั่นขณะที่ก้าวเข้าไปหลบหลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมกับเปลี่ยนซองกระสุนใหม่อย่างคล่องแคล่ว
"ระบบรักษาความปลอดภัยถูกล็อก! มีคนอื่นแทรกแซงสัญญาณจากภายนอก... เรากำลังถูกปิดล้อม!" รินรดาตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์บนแท็บเล็ตจนเกิดประกายไฟแปล๊บ
ยังไม่ทันที่เสียงของรินรดาจะสิ้นสุดลง ประตูเหล็กหนาหนักทางด้านหลังห้องก็ถูกระเบิดออกด้วยแรงอัดมหาศาล ควันสีขาวพวยพุ่งตลบอบอวล แรงระเบิดส่งผลให้ศิลากระเด็นไปกระแทกกับเสาปูนจุกจนพูดไม่ออก กลิ่นดินปืนและควันธูปไหม้คละคลุ้งแสบจมูก
เงาร่างนับสิบในชุดยุทธวิธีสีดำสนิท ท่าทางทะมัดทะแมงพร้อมอาวุธครบมือ กรูเข้ามาทางช่องประตูที่พังทลาย พวกมันไม่ใช่ลูกน้องของธันวา แต่เป็นหน่วยสังหารพิเศษไร้สังกัดที่ถูกฝึกมาอย่างดีเยี่ยมเพื่อการเก็บกวาดสถานการณ์โดยเฉพาะ
ธันวาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าท่ามกลางกลุ่มควัน
"นายคิดว่าฉันมาเจรจากับนายตามลำพังจริงๆ หรือ ศิลา" ธันวาหัวเราะเยาะเย้ย ขณะที่ถอยหลังร่นเข้าไปในความมืด "ยินดีต้อนรับสู่หลุมศพของนาย"
ศิลากัดฟันกรอด ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง แต่สายตายังคงจดจ้องไปยังกลุ่มมือสังหารที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหาพวกเขาอย่างเป็นระบบ รินรดารีบวิ่งเข้ามาหลบข้างเสาเดียวกับเขา บาดแผลถลอกที่แขนซ้ายมีเลือดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย
กระสุนห่าใหญ่ถูกสาดเข้ามาไม่ยั้ง เสียงเหล็กกระทบปูนและเสียงกระจกแตกดังประสานกันระงม ศิลาใช้มือซ้ายดึงสลักระเบิดควันพรางตาแล้วปาออกไปเบื้องหน้า ควันทึบสีเทาแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่ทันที
"ตามฉันมา!" ศิลาคว้าข้อมือของรินรดาให้วิ่งฝ่ากลุ่มควันมืดมิดไปยังระเบียงด้านหลังที่เชื่อมต่อกับบันไดหนีไฟ ท่ามกลางเสียงปืนที่ยังคงคำรามก้องอย่างต่อเนื่องราวกับเสียงคำรามของปีศาจยามวิกาล
แต่ทว่า... เมื่อพวกเขามาถึงประตูหนีไฟ สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ากลับไม่ใช่ทางรอด
ประตูเหล็กถูกเชื่อมปิดตายด้วยรอยเชื่อมไฟฟ้าหนาเตอะ พร้อมกับสัญลักษณ์รูปนกอินทรีย์กางปีกสามหัวพ่นไฟ ซึ่งเป็นตราประจำตัวของหน่วยงานลับสูงสุดที่ศิลาคิดว่ามันถูกยุบไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนสลักอยู่เด่นชัด
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มมือสังหารกำลังใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นของธันวาที่ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องหลัง
ศิลาหันกลับมามองรินรดาที่กำลังหายใจหอบถี่ แววตาของหญิงสาวสะท้อนเงาของความสิ้นหวังเป็นครั้งแรกในชีวิต ทว่าในวินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัวนั้นเอง หน้าจอแท็บเล็ตในมือของรินรดาก็กะพริบแสงสีแดงวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีใครแตะต้อง พร้อมกับข้อความปริศนาที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดเล็ก...
*"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ลูกชายของฉัน"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันความมืดมิดนี้เคียงข้างกันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา•ตอนที่ 44
การเจรจาที่ล้มเหลว
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!