“ถ้ามึงจะเอาชีวิตคนบริสุทธิ์มาเป็นตัวประกันเพื่อให้กูยอมจำนน... มึงก็กำลังดูถูกความอดทนของกูต่ำเกินไป ธันวา”
ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ มือของเขาสั่นระริกขณะกำด้ามมีดพกแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว เบื้องหน้าของเขาไม่ใช่ทุ่งกว้างหรือสนามรบ แต่มันคือห้องเก็บเอกสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของชายผู้เป็นสายลับคนสุดท้ายที่เพิ่งสิ้นลมหายใจลงไปต่อหน้าต่อตาเขา
ธันวายืนอยู่ตรงข้าม ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ เขาวางปืนพกกระบอกนั้นลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างใจเย็น เสียงโลหะกระทบไม้ดังกังวานในความเงียบงัน ราวกับเสียงเคาะระฆังงานศพ
“อย่าตีโพยตีพายไปหน่อยเลย ศิลา” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศ “นายก็น่าจะรู้ดีกว่าใครว่าโลกใบนี้หมุนด้วยความสูญเสีย ถ้าคนๆ นี้ไม่ตาย นายก็ไม่มีวันตระหนักได้ว่า... ความเมตตาที่นายยึดถือ มันก็แค่เศษกระดาษที่ไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจที่แท้จริง”
รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่มุมห้อง มือของเธอที่กำอุปกรณ์แฮ็กข้อมูลสั่นจนแทบจะคุมไม่อยู่ แววตาของเธอสับสนใจและหวาดกลัว แต่มิใช่ความกลัวตาย หากแต่เป็นความกลัวที่เห็นศิลาค่อยๆ ดิ่งลึกลงสู่ห้วงเหวแห่งความแค้นที่ยากจะถอนตัว
“ศิลา... ฟังฉันนะ” รินรดาแทรกขึ้น เสียงของเธอแหบพร่า “อย่าให้เขาลากคุณไปในที่ที่เขาต้องการ นี่คือกับดัก... เขาอยากเห็นคุณเป็นเหมือนเขา”
ศิลาไม่หันไปมองเธอ สายตาของเขาตรึงอยู่กับใบหน้าของเพื่อนรักที่กลายเป็นศัตรูฉกาจ เขาจำได้... รอยยิ้มนี้ เสียงทุ้มต่ำนี้ เมื่อครั้งที่พวกเขายังสาบานว่าจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงโลกด้วยอุดมการณ์ที่สะอาดสะอ้าน แต่วันนี้ อุดมการณ์นั้นถูกชะล้างด้วยเลือดจนเปลี่ยนสี
“กูเคยเชื่อใจมึง” ศิลาขยับตัวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยเลือดบนพื้นเปื้อนรองเท้าของเขา “กูเชื่อว่ามึงคือคนเดียวที่เข้าใจความเจ็บปวดของการสูญเสีย แต่ดูมึงตอนนี้สิ... มึงกลายเป็นปีศาจที่มึงเคยสาบานว่าจะกำจัดมัน”
“ฉันไม่ใช่ปีศาจ ศิลา ฉันคือสถาปนิก” ธันวาหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ฉันกำลังสร้างระเบียบใหม่จากกองซากปรักหักพังที่นายเรียกว่าศีลธรรม และวันนี้... นายจะต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างรอยซากนั้น หรือจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ศิลาหลับตาลงชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาฉายชัด—ภาพครอบครัวที่สิ้นลมในบ้านที่มอดไหม้ ภาพศพของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง ความรู้สึกไร้อำนาจที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายปีพรั่งพรูออกมา แต่ในคราวนี้ มันไม่ได้กลับมาเพื่อทำลายเขา แต่มันกลับกลายเป็นหินลับมีดที่ทำให้เจตจำนงของเขาคมกริบกว่าที่เคย
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ศิลาค่อยๆ วางอาวุธในมือลงบนพื้นอย่างจงใจ
“มึงพูดถูก” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทจนน่าสะพรึงกลัว “ความสูญเสียคือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด แต่มันก็สอนให้กูรู้ว่า... ถ้ากูยังปล่อยให้คนใกล้ตัวต้องมาตายเพียงเพราะความลังเลของกูอีก กูเองนั่นแหละที่เป็นฆาตกรตัวจริง”
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธันวา “จากวันนี้ไป จะไม่มีใครต้องตายเพราะกูอีก ถ้ากูต้องเป็นคนชั่วเพื่อจบเรื่องนี้... กูก็พร้อมจะรับบาปนั้นไว้คนเดียว”
รินรดาเบิกตากว้าง เธอสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวศิลา มันไม่ใช่ความโกรธที่ไร้สติ แต่มันคือความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัวกว่าสิ่งใด
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อนเก่า “นายจะทำอะไร?”
ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวฉับตรงเข้าหาธันวาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าทุกครั้งที่ธันวาเคยพบเห็น มือหนาคว้าเข้าที่คอเสื้อของอีกฝ่าย กดลงกับโต๊ะจนเสียงไม้อาจจะรับน้ำหนักไม่ไหวและปริแตก ธันวาพยายามคว้าปืนบนโต๊ะ แต่ศิลาไวกว่า เขาปัดมันกระเด็นไปไกลจนตกมุมมืดของห้อง
“บทเรียนจากความตายในครั้งนี้ มึงเป็นคนสอนกูเอง ธันวา” ศิลาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหู “ว่าชีวิตของคนที่มึงรัก... คือสิ่งเดียวที่มึงไม่ควรเอามาเดิมพันด้วยความแค้น”
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังแว่วมาจากภายนอกก็ทำลายความเงียบลง รินรดาคว้าแท็บเล็ตขึ้นมาดูด้วยสีหน้าซีดเผือด “ศิลา! ระบบความปลอดภัยถูกรีเซ็ต! มีคนกำลังตัดสัญญาณไฟทั้งตึก... และพวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว!”
ศิลาชะงัก ร่างที่กดธันวาอยู่ปล่อยมือออกพร้อมหันไปมองหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่แตกละเอียดลงจากแรงระเบิดภายนอก ร่างในชุดดำหลายสิบร่างพุ่งตัวเข้ามาในอาคารราวกับห่าฝน และในความมืดที่ค่อยๆ ปกคลุมห้องนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หลังศิลา ก็ทำให้เขาต้องแข็งค้าง
“มาได้ทันเวลาพอดีเลยนะ... บอส” ธันวาพูดพร้อมรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว แม้จะยังเจ็บปวดจากการถูกกระแทก
ศิลาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ พลางหรี่ตามองเงาร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงามืด ผู้มาใหม่คนนั้นสวมหน้ากากเหล็กไร้อารมณ์ แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับทำให้ศิลาต้องหายใจติดขัด เพราะเขารู้ดีว่า... นี่ไม่ใช่ศัตรูธรรมดา แต่นี่คือคนเดียวกับที่เคยปรากฏตัวในฝันร้ายของเขาในคืนที่ครอบครัวถูกพรากไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับร่องรอยแห่งความลับในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา•ตอนที่ 19
บทเรียนจากความตาย
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!