กลิ่นอายของสารเคมีเจือจางในระบบปรับอากาศระดับไฮ엔ด์ของเขตปลอดภัยเซคเตอร์เจ็ด ให้ความรู้สึกเย็นเยียบจนบาดผิว ศิลาไม่ได้กะพริบตามาเป็นเวลาเกือบสามนาทีแล้ว ปลายนิ้วของเขาที่สวมถุงมือยางสังเคราะห์กำลังบรรจงประกอบชิ้นส่วนไมโครชิปขนาดเท่าเมล็ดข้าวลงบนแผงวงจรสำรองของระบบรักษาความปลอดภัย
เบื้องหน้าของเขาคือหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสที่สะท้อนใบหน้าอันเรียบเฉยและดวงตาที่ฉายแววคำนวณอย่างล้ำลึก ภายใต้ชุดยูนิฟอร์มของเจ้าหน้าที่ฝ่ายซ่อมบำรุงระดับสาม ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ชายผู้กำลังยืนซ่อมแซมระบบระบายอากาศใจกลางฐานที่มั่นของธันวาคนนี้ แท้จริงแล้วคือบุคคลที่องค์กรกำลังระดมกำลังไล่ล่าพลิกแผ่นดิน
"ระบบยืนยันตัวตนผ่านสแกนลายนิ้วมือชุดที่สี่กำลังจะรีเซ็ตในอีกหกสิบวินาที..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาผ่านหูฟังไร้สายจากรินรดา ดังแทรกเข้ามาทำลายความเงียบงัน เธอกำลังปฏิบัติการเจาะระบบจากระยะไกล ห่างออกไปสามกิโลเมตรในอาคารร้าง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของไฟร์แולหลัก
"ผมจัดการตรงนี้เสร็จพอดีครับ" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ว่าเบื้องล่างของช่องระบายอากาศที่เขายืนอยู่ จะมีกองกำลังลาดตระเวนพร้อมอาวุธครบมือเดินผ่านไปเมื่อครู่นี้
ความทรงจำชิ้นส่วนหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว—ภาพของธันวาในวัยเยու วันที่พวกเขายังนั่งเคียงข้างกันใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ วาดฝันถึงโลกที่ยุติธรรมและไร้ซึ่งความเหลื่อมล้ำ ในเวลานั้น ธันวาคือสหายผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ แต่กาลเวลาและความสูญเสียได้กัดกินจิตวิญญาณของอีกฝ่าย จนหล่อหลอมให้กลายเป็นปีศาจร้ายในคราบนักบุญ ผู้เชื่อว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยซากศพของผู้เห็นต่าง
ศิลาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปในพริบตา ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอาลัยอาวรณ์อดีต หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว แผนการทั้งหมดที่จะหยุดยั้งหายนะครั้งใหญ่จะพังทลายลงทันที
เขาดึงหน้ากากอนามัยขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ แล้วก้าวเท้าออกจากห้องควบคุมระบบอากาศเข้าสู่ทางเดินหลักของเขตปลอดภัย ธันวาออกแบบสถานที่แห่งนี้ให้มีความซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดระบบจดจำใบหน้า AI และเซนเซอร์จับชีพจร แต่ศิลากลับศึกษาจุดบอดเหล่านี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง ผ่านข้อมูลที่รินรดาเสี่ยงชีวิตไปกู้คืนมาได้
"หยุดอยู่ตรงนั้น!"
เสียงเข้มงวดดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฝีเท้าของศิลาหยุดชะงักลงทันที หัวใจในอกเต้นช้าลงอย่างควบคุมได้ เขาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ พบกับนายทหารยศร้อยเอกคนหนึ่งกำลังเดินตรงมา สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"เจ้าหน้าที่... ทำไมคุณถึงมาอยู่ในโซนจำกัดนี้? รายชื่อตารางเวรวันนี้ระบุว่าทีมซ่อมบำรุงต้องปฏิบัติงานที่ปีกตะวันตกไม่ใช่หรือ" นายทหารผู้นั้นหรี่ตามอง พร้อมกับเอื้อมมือไปแตะที่ด้ามปืนพกข้างเอว
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความตึงเครียด ศิลาไม่ได้แสดงอาการพิรุธแม้แต่น้อย เขายกแฟ้มเอกสารในมือขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแย้มยิ้มภายใต้หน้ากากด้วยท่าทีสุภาพ
"พอดีผมได้รับคำสั่งด่วนจากท่านธันวาครับ ให้มาตรวจสอบวาล์วแรงดันหลักในโซนนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเซนเซอร์รายงานความผิดปกติด้านอุณหภูมิ หากท่านไม่เชื่อ สามารถตรวจสอบรหัสคำสั่งผ่านแท็บเล็ตของผมได้เลยครับ"
ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและมั่นใจ ราวกับว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนี้มานานนับปี นายทหารผู้นั้นลังเลไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองแฟ้มเอกสารสลับกับใบหน้าของศิลา ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความจำยอม เนื่องจากเกรงกลัวอำนาจของชื่อ "ธันวา" ที่ถูกนำมาอ้าง
"เข้าใจแล้ว... รีบทำให้เสร็จล่ะ ช่วงนี้ท่านธันวากำลังเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ" นายทหารกล่าวตักเตือนสั้นๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงหายไปทางมุมตึก
ศิลายืนรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าเลือนหายไปในความเงียบ เขาผ่อนลมหายใจยาวออกมาเบาๆ การแฝงตัวเข้ามาในรังของศัตรูเป็นเพียงก้าวแรกของแผนการอันยาวไกล เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการเข้าถึงห้องนิรภัยใต้ดิน สถานที่ที่ธันวาเก็บรักษา "กุญแจ" ชิ้นสุดท้ายที่จะใช้ปลดปล่อยระบบทำลายล้างโลก
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็กกล้าไร้สนิมบานใหญ่ ซึ่งมีสัญลักษณ์รหัสผ่านหนาแน่นปานกำแพงเมือง ศิลาหยิบอุปกรณ์ถอดรหัสขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ เสียบมันเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อข้างประตู หน้าจอขนาดเล็กเริ่มแสดงตัวเลขวิ่งผ่านอย่างรวดเร็ว
"อีกสิบวินาที..." เสียงรินรดาผ่านหูฟังดังขึ้นด้วยความลุ้นระทึก "ไฟร์วอลล์ชั้นสุดท้ายหนาแน่นมาก ฉันกำลังพยายามทะลวงเข้าไป..."
ศิลายืนนิ่งคุมเชิง คอยกวาดสายตามองไปรอบๆ ทางเดินที่ไร้ผู้คน ความเงียบงันภายในฐานทัพแห่งนี้ช่างน่าอึดอัด ราวกับมันกำลังรอคอยการปะทุครั้งใหญ่ที่จะทำลายทุกสิ่งให้เป็นจุล
ติ๊ด!
เสียงสัญญาณไฟสีเขียวปรากฏขึ้นพร้อมกับบานประตูเหล็กที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอายอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากด้านใน ศิลาไม่รอช้ารีบก้าวเท้าเข้าไปทันที
ทว่า... ในวินาทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป แสงไฟสว่างวาบทั้งห้องก็ติดพรึบขึ้นพร้อมกันราวกับมีคนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
ศิลาชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่เป็น... กับดัก
เบื้องหน้าของเขาตรงกลางห้องนิรภัย ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทกำลังยืนหันหลังให้ แสงไฟสะท้อนเงาทอดยาวบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ ชายคนนั้นค่อยๆ หมุนตัวกลับมา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากและดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉันนะ... เพื่อนเก่า" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ธันวายกมือขึ้นตบเบาๆ เป็นเชิงชื่นชม ขณะที่ด้านหลังของเขา เหล่าทหารองครักษ์นับสิบชีวิตต่างยกกระบอกปืนขึ้นเล็งตรงมาที่ศิลาพร้อมกันในพริบตาเดียว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันความมืดมิดนี้เคียงข้างกันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา•ตอนที่ 47
แผนที่ไม่มีใครคาดคิด
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้ตะวัน: พันธนาการแห่งโชคชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!