อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 37

พันธมิตรคนใหม่

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“วางมันลงเสีย รินรดา” น้ำเสียงของศิลาเรียบสนิท ทว่าแฝงด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม เขายืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายของดินปืนที่อบอวลอยู่ในอากาศแคบๆ ของห้องใต้ดินแห่งนี้ดูจะหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าน้ำหนักของปืนที่เธอถือไว้ รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาที่ศิลาเคยคิดว่าเขารู้จักดี กลับกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งที่ไร้จุดหมาย เธอไม่ได้หันกระบอกปืนมาทางเขา แต่มันเล็งตรงไปที่ประตูทางออก... ประตูที่กำลังถูกใครบางคนเคาะด้วยจังหวะที่หนักแน่นและเป็นระบบ “คุณก็รู้ว่าถ้าเปิดประตูนั้นออกไป ทุกอย่างที่เพียรพยายามมาจะจบลง” รินรดากล่าวขึ้น เสียงของเธอแหบพร่าและเย็นเยียบ “และคุณก็รู้ดีกว่าใคร ว่าคนข้างนอกนั่นคือ ‘ใคร’” ศิลาขมวดคิ้ว เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง พยายามจะอ่านเกมของหญิงสาวตรงหน้า ในหัวของเขามีภาพความทรงจำที่แตกกระเจิงคอยทิ่มแทง เขาจำได้ว่าเธอคือรินรดา คนที่เขาไว้ใจที่สุด แต่ในเวลานี้ ตัวตนของเธอช่างดูแปลกแยกราวกับเป็นคนละคนกับที่เขาเคยรู้จัก *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูที่สามดังขึ้น ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ “ศิลา... ผมรู้ว่าคุณอยู่ข้างใน และผมรู้ด้วยว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่” ศิลาชะงัก ร่างที่อยู่หลังประตูบานนั้นไม่ใช่เจ้าสัวบูรพา แต่เป็น ‘สารวัตรอัครเดช’ ตำรวจน้ำดีเพียงไม่กี่คนในกรมที่ศิลาเคยให้ความเคารพ แต่ทว่าเขาก็เป็นคนเดียวกันกับที่เคยพยายามจับกุมตัวศิลาในคดีที่เขาไม่ได้ก่อเมื่อสองปีก่อน “อย่าเปิดนะศิลา!” รินรดาตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือ “ถ้าเขารู้ว่าเราเจออะไรในรอยจารึกนั่น เราจะไม่มีวันได้กลับออกมา!” ศิลาไม่ได้ฟังคำเตือนนั้น ร่างสูงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาพุ่งตัวไปที่ประตู มือหนาคว้าลูกบิดหมุนเปิดออกอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่ปืนในมือรินรดาสั่นระริก ชายวัยกลางคนในชุดนอกเครื่องแบบยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า แววตาคมกริบของสารวัตรอัครเดชกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ศิลาและปืนในมือของรินรดา เขาไม่ได้หยิบปืนออกมา แต่กลับยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ “ผมไม่ได้มาเพื่อจับคุณ” อัครเดชกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของศิลา “ผมมาเพื่อแลกเปลี่ยน... ข้อมูลของ ‘เงามายา’ กับชีวิตของคุณ” บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม ศิลาลดการป้องกันลงครึ่งหนึ่ง แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขายังคงทำงานเต็มสูบ “ทำไมผมต้องเชื่อคุณ สารวัตร? ในเมื่อสองปีก่อน คุณเป็นคนไล่ล่าผมเหมือนหมาจนตรอก” อัครเดชแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ดูขมขื่น “นั่นเป็นเพราะผมยังไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับเจ้าสัวบูรพา แต่ตอนนี้... หลังจากเห็นสิ่งที่พวกคุณค้นพบในรอยจารึกนั้น ผมก็เริ่มตระหนักว่า กฎหมายที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิต มันเป็นเพียงเศษกระดาษที่คนอย่างมันใช้ปูทางเดินให้ตัวเอง” รินรดาค่อยๆ ลดปืนลง แม้ความระแวงจะยังคงฉายชัดบนใบหน้า “แล้วคุณจะมาทำไมในตอนนี้? คุณรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่” “ผมตามรอยพวกคุณมาตลอด ไม่ใช่เพื่อจับ แต่เพื่อปกป้อง” สารวัตรก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นยาสูบจางๆ จากตัวเขาทำให้ศิลาผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ผมมีหลักฐานที่เชื่อมโยงกับปมในอดีตของศิลา... หลักฐานที่พิสูจน์ว่าทำไมรอยจารึกนั้นถึงเป็นสิ่งที่คนตระกูลบูรพาต้องการกำจัดทิ้ง” ศิลาขยับตัวเข้าไปใกล้สารวัตรอัครเดช ความสงสัยยังคงเกาะกินใจ “หลักฐานอะไร?” สารวัตรหยิบแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าออกมาจากเสื้อแจ็คเก็ต มันดูผ่านกาลเวลามานานจนขอบกระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลือง “มันคือรายชื่อผู้ที่หายสาบสูญไปในโครงการ ‘เงามายา’ เมื่อสามสิบปีก่อน หนึ่งในนั้นคือชื่อที่อยู่บนรอยสักแผ่นหลังของคุณ... ศิลา” หัวใจของศิลาเต้นรัวราวกับกลองรบ ข้อมูลที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตถูกวางอยู่ตรงหน้าโดยคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นศัตรู รินรดาลดปืนลงจนสุด เธอวางมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน “เจ้าสัวบูรพาไม่ได้แค่ครอบครองอำนาจเงินตรา” อัครเดชกระซิบ เสียงของเขาเคร่งเครียด “เขากำลังสร้างกองทัพมนุษย์ที่ไร้ตัวตนขึ้นมา และพวกคุณ... คือคนกลุ่มแรกที่จะหยุดเขาได้ถ้าเราร่วมมือกัน” “คุณจะเดิมพันด้วยหน้าที่การงานทั้งหมดที่มี เพื่อคนแปลกหน้าอย่างเรางั้นหรือครับ สารวัตร?” ศิลาถามพลางจ้องมองนัยน์ตาของอีกฝ่ายเพื่อค้นหาความจริง อัครเดชยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเสแสร้งเจือปน “หน้าที่ของผมคือความยุติธรรม ไม่ใช่การเป็นขี้ข้าของใคร หากวันนี้ผมต้องแลกด้วยตำแหน่ง เพื่อทำลายอาณาจักรโสมมของมัน ผมยินดีครับ” รินรดาเงยหน้าขึ้น แววตาของเธอเปลี่ยนจากความหวาดระแวงเป็นความมุ่งมั่น “ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ข้อมูลในแฟ้มของคุณต้องใช้การถอดรหัสจากจารึกที่ฉันถืออยู่ถึงจะสมบูรณ์” ศิลามองทั้งสองคน ก่อนจะหันไปทางประตูที่ยังเปิดค้างอยู่ เขาหยิบแฟ้มจากมือสารวัตรขึ้นมาเปิดดู แสงไฟจากหลอดไฟเก่าๆ สั่นไหวไปมาตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามา ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องดักฟังของรินรดาที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นรัวๆ มันไม่ได้มาจากการติดตามของตำรวจ แต่มาจากระบบรักษาความปลอดภัยของฐานลับที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ “มันเจอเราแล้ว” รินรดาหน้าซีดเผือด “เจ้าสัวบูรพาไม่ได้ส่งคนมาฆ่าเรา... แต่เขาส่ง ‘สิ่งที่เขาสร้างขึ้น’ มาที่นี่” เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบก้าวที่ไร้จังหวะและไร้เสียงหายใจดังขึ้นจากโถงทางเดินภายนอก เสียงฝีเท้านั้นดูราวกับเครื่องจักรสังหารที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ ศิลาคว้าอาวุธขึ้นมาในมือพร้อมกับสารวัตรอัครเดชที่ชักปืนประจำกายออกมาโดยไม่มีความลังเล เงาสีดำทมิฬทาบผ่านเข้ามาใต้รอยแยกของประตูไม้ที่กำลังจะถูกพังลงในอีกไม่กี่วินาที ศิลาหันไปสบตารินรดา ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจกันแน่ “เตรียมตัวให้พร้อม” ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน “เพราะต่อจากนี้ไป เราไม่มีทางถอยหลังกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกแล้ว” ประตูไม้ถูกกระชากออกอย่างแรงจนบานพับหลุดกระเด็น เผยให้เห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่นิ่งๆ... แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ศิลาก็ต้องตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ เพราะใบหน้าที่ปรากฏภายใต้แสงสลัวนั้น คือใบหน้าของเขาเอง... ในเวอร์ชันที่ไร้ความรู้สึกและเปื้อนไปด้วยคราบเลือด หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับความเข้มข้นในตอนนี้นะครับ ดรากอนไรเดอร์จะรีบกลับมาต่อตอนหน้าให้เร็วที่สุดครับ!
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%