“ถ้านายยังก้าวเท้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีกก้าวเดียว กระสุนนัดนี้จะไม่ได้ฝังลงในผนัง แต่จะเป็นหัวใจของนายแทน ศิลา”
รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อย ปืนพกกระบอกสั้นในมือของเธอกำแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว แววตาของเธอไม่ใช่ความหวาดกลัวแบบเหยื่อ แต่มันคือแววตาของสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม ศิลายืนนิ่งอยู่กลางห้องสมุดส่วนตัวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอายของกระดาษเก่า แสงไฟจากโคมระย้าเหนือหัวกะพริบถี่ราวกับจะดับลงรอมร่อ เหมือนกับชีวิตของเขาทั้งคู่ที่กำลังริบหรี่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของเจ้าสัวบูรพา
ศิลายกมือขึ้นระดับไหล่ช้าๆ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวเบื้องหน้า เขาไม่ได้ขยับหนี แต่ก้าวไปข้างหน้าอีกครึ่งก้าวอย่างท้าทาย
“ยิงสิ ถ้ามันทำให้เธอสบายใจขึ้น” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก “แต่ก่อนจะเหนี่ยวไก ช่วยตอบฉันที... รหัสที่เธอถอดได้จากรอยจารึกในพิพิธภัณฑ์คืนนั้น เธอรู้ใช่ไหมว่ามันไม่ใช่แค่แผนผังที่ดิน แต่มันคือรายชื่อของคนที่ต้องตายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า”
มือของรินรดาสั่นไหว ลมหายใจของเธอติดขัด เธอรู้ดีว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร แต่การยอมรับมันออกมาเท่ากับการยอมรับว่าโลกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองกำลังพังทลายลง
“นายต้องการอะไรกันแน่ ศิลา? นายเป็นหมากตัวสำคัญของเขา หรือเป็นแค่เศษซากที่เขาอยากกำจัดทิ้งเหมือนคนอื่นๆ?”
“ฉันเป็นทั้งสองอย่าง... หรืออาจจะเป็นสิ่งที่แย่กว่านั้น” ศิลาลดมือลงช้าๆ เปลี่ยนเป็นหยิบสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำครึที่เขาพกติดตัวออกมาวางบนโต๊ะไม้โอ๊ค “เจ้าสัวกำลังจะเปิดประตูบานที่สามคืนนี้ รินรดา ถ้าฉันไม่หยุดมันไว้ ทุกสิ่งที่ครอบครัวเธอพยายามปกปิดมาสามชั่วอายุคนจะถูกเผาทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสมุดชั่วขณะ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังที่ดังสะท้อนราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูต รินรดาละสายตาจากปากกระบอกปืนมายังสมุดบันทึกเล่มนั้น แววตาของเธอเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็นความสับสนที่ลึกซึ้ง
“นายไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหน... บันทึกเล่มนี้มันควรจะถูกฝังอยู่กับศพของพ่อฉัน”
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันมาที่นี่” ศิลาเดินเข้าไปใกล้จนแทบจะประชิดตัว เขากดเสียงต่ำลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เพราะฉันรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขา และฉันก็รู้ด้วยว่าทำไมเจ้าสัวถึงต้องการตัวเธอมากกว่าแค่รหัสลับ รินรดา... เลือดของเธอต่างหากคือกุญแจสำคัญ”
รินรดาชะงัก เธอถอยหลังจนแผ่นหลังพิงกับชั้นวางหนังสือหนังสือเล่มเก่าร่วงหล่นลงมาด้วยแรงสั่นสะเทือน เธอมองศิลาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่เป็นความสมเพชในโชคชะตา “นายไม่ได้มาเพื่อขอความช่วยเหลือ นายมาเพื่อลากฉันลงไปในนรกพร้อมกับนาย”
“นรกมันมีที่ว่างพอสำหรับเราทั้งคู่เสมอ” ศิลาขยับตัวเข้าใกล้มากขึ้น ไอเย็นจากภายนอกพัดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทเข้ามา ปะทะกับความอบอุ่นในห้องจนเกิดเป็นไอน้ำจางๆ เขาคว้ามือของเธอที่ถือปืนไว้แน่น กดมันลงข้างลำตัว “ร่วมมือกับฉัน คืนนี้... แล้วหลังจากนั้น ฉันจะคืนชีวิตที่เธอต้องการให้ หรือถ้าเธออยากจะฆ่าฉันจริงๆ ฉันก็จะไม่ขัดขืน”
รินรดาจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางใจ แววตาของเขามีร่องรอยของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชา สิ่งนั้นกระตุกหัวใจของเธออย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าการตกลงครั้งนี้คือการก้าวเท้าเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้เธอได้คำตอบว่าพ่อของเธอตายเพราะอะไร
“ตกลง” เธอพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “แต่ถ้าฉันจับได้ว่านายกำลังโกหก เพื่อจะเข้าถึงความลับของตระกูลฉันล่ะก็... ฉันจะทำให้ร่างของนายกลายเป็นรอยจารึกที่ไม่มีใครอ่านออกไปตลอดกาล”
ศิลาพยักหน้าเบาๆ แทนคำสัญญา เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึก แต่แล้วเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินภายนอก เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงของคนปกติ แต่มันคือเสียงโลหะกระทบพื้น—เสียงรองเท้าบูทของหน่วยเก็บกวาดของเจ้าสัวบูรพา
ประตูกระจกบานหนาถูกถีบจนแตกกระจาย เศษแก้วกระจายว่อนไปทั่วห้องพร้อมกับชายชุดดำในหน้ากากรูปหัวกะโหลกสามคนที่ก้าวเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง รินรดาเผลอกรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเงาร่างของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังกลุ่มชายชุดดำนั้น
ชายชราผู้สวมชุดสูทไหมสีเข้ม ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลามองมาที่ศิลาและรินรดาด้วยรอยยิ้มที่ดูใจดี ทว่าในแววตากลับว่างเปล่าราวกับหลุมศพ
“โถ่... พี่น้องที่พลัดพรากมาพบกันโดยบังเอิญงั้นหรือ” เจ้าสัวบูรพาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวาน “ขอบใจมากนะศิลา ที่ช่วยรวบรวมชิ้นส่วนสุดท้ายมาให้ข้าถึงที่... ข้าล่ะรอเวลานี้มานานเหลือเกิน”
ศิลาชักมีดสั้นออกมาจากข้างเอว ร่างกายของเขาสั่นระริกด้วยอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน เขาขยับตัวไปบังรินรดาไว้ข้างหลังโดยสัญชาตญาณ ทว่าเจ้าสัวบูรพากลับหัวเราะร่วนก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
ความมืดมิดในห้องสมุดพลันขยับเขยื้อน ราวกับเงาบนพื้นดินกำลังมีชีวิตขึ้นมาและกำลังพันธนาการขาของศิลาไว้แน่น รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์ประหลาดค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนแขนของเธอเอง... สัญลักษณ์เดียวกับที่ถูกสลักอยู่บนศิลาอาถรรพ์ที่เธอพยายามตามหามาทั้งชีวิต
“งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว... และเจ้าทั้งสองคน คือเครื่องสังเวยหลักของคืนนี้”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่เงามายานี้ไปกับผมครับ - ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 9
ร่วมมือชั่วคราว
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!