อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 30

หนีตาย

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“ปล่อยมือจากประตูเดี๋ยวนี้ ริน!” เสียงของศิลากระชากก้องอยู่ในความมืดสนิทของอุโมงค์ใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของดินและสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาจมูกจนน่าสะอิดสะเอียน เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างของหญิงสาวให้หลบเข้าซอกหิน ก่อนที่กระสุนนัดหนึ่งจะเฉียดผ่านศีรษะไปฝังลงกับผนังอิฐจนเศษปูนแตกกระจาย เสียงปืนเก็บเสียงที่ดังเพียง ‘พึ่บ’ ซ้ำๆ จากเบื้องหลังคือสัญญาณมัจจุราชที่กำลังไล่ล่าพวกเขาอย่างไม่ลดละ รินรดาหอบหายใจถี่ ร่างกายของเธอสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความล้าที่กัดกินไปถึงกระดูก “ศิลา... นายบาดเจ็บที่สีข้าง เลือดมันไหลไม่หยุดแล้วนะ” ศิลาไม่ตอบ เขากดบาดแผลฉกรรจ์ที่สีข้างด้วยมือข้างที่สั่นระริก สีหน้าของเขาเรียบเฉยตามความเคยชิน แต่นัยน์ตาที่วาวโรจน์ในความมืดนั้นสะท้อนความเจ็บปวดลึกซึ้ง ความทรงจำที่ขาดหายไปราวกับจิ๊กซอว์ที่ถูกขยี้ทิ้งยิ่งกระตุ้นให้เขารู้สึกว่า เขาไม่อาจปล่อยให้รินรดาจบชีวิตลงในที่แห่งนี้ได้ “ถ้าฉันตาย... บันทึกในรอยจารึกนั้นจะไม่มีวันถูกเปิดออก” ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน “ริน เธอต้องไปต่อ” “หุบปากซะ!” รินรดาตะคอกกลับ มือเรียวบางคว้าเข้าที่ปกเสื้อของเขา “เรามาด้วยกัน ก็ต้องรอดไปด้วยกัน นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว ถ้าศิลากล้าหาญพอที่จะแบกความทรงจำที่แตกสลายนี้ไว้ นายก็ต้องมีความรับผิดชอบที่จะรักษามันให้ถึงที่สุด!” ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดของหญิงสาวกระทบใจเขาเหมือนค้อนหนักๆ เขาหันไปสบตาเธอ สายตาของรินรดามุ่งมั่นจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าเธอกำลังมองเห็นตัวตนของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามายาที่เจ้าสัวบูรพาสร้างขึ้น ฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายชุดดำดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกมันไม่ได้รีบร้อน เพราะรู้ดีว่าหนูสองตัวนี้ไม่มีทางไปไหนได้พ้น “ข้างหน้ามีทางแยก” ศิลากระซิบพลางหันไปมองท่อระบายน้ำทิ้งที่เต็มไปด้วยน้ำเสีย “มันจะนำไปสู่เขตเมืองเก่า แต่มันเป็นเขตอันตรายที่อาคารถล่มได้ทุกเมื่อ” “ทางตายที่หนึ่ง หรือทางตายที่สอง” รินรดาแค่นยิ้ม “เลือกเอาเลยศิลา ฉันไว้ใจการตัดสินใจของนาย” ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดที่สีข้างเปลี่ยนเป็นความชาหนึบ เขาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวออกไปจากซอกหิน ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืดโดยมีเสียงกระสุนไล่หลังตามมาเป็นระยะ ศิลาอาศัยจังหวะที่ชายชุดดำคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมาจากมุมเสา เขาตัดสินใจทิ้งน้ำหนักตัวพุ่งเข้าชาร์จทันที หมัดของศิลาหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กเข้าที่ปลายคางของอีกฝ่ายจนล้มหงาย แต่กระสุนนัดหนึ่งก็ถากเข้าที่ไหล่ซ้ายของเขาจนเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง ศิลาไม่แม้แต่จะร้องคราง เขาคว้าปืนจากมือศัตรูที่หมดสติแล้วหันกลับไปยิงขู่เพื่อเปิดทางให้รินรดาหลบเข้าไปในอุโมงค์ท่อระบายน้ำ “ไป!” ทั้งสองกระโจนลงไปในท่อระบายน้ำ กลิ่นโคลนตมและน้ำเน่ากระแทกเข้าจมูก แต่ไม่มีเวลาให้รังเกียจ รินรดารีบฉีกชายเสื้อของตัวเองมาพันแผลที่สีข้างให้ศิลาอย่างชำนาญ มือของเธอสั่นเทาขณะที่สัมผัสกับผิวหนังที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดของเขา “เราต้องข้ามฝั่งไปที่โกดังร้างนั่น” รินรดาบอกพลางชี้ไปยังปลายอุโมงค์ที่มีแสงจันทร์รำไรลอดผ่านช่องระบายอากาศ ศิลานิ่งเงียบ เขาพยายามประคองสติที่เริ่มพร่าเลือน ความทรงจำแวบหนึ่งเกี่ยวกับวัยเด็กที่ถูกกักขังในสถานที่ที่คล้ายกับโกดังแห่งนี้ผุดขึ้นมา มันไม่ใช่ที่นี่... แต่เป็นที่ไหนสักแห่งที่เขาเคยรู้จัก เมื่อพวกเขาตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงพื้นดินด้านบน กลิ่นไอของเมืองใหญ่ที่เงียบสงัดในยามวิกาลดูจะไม่ได้ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นเลย ทันใดนั้น แสงไฟจากรถยนต์คันหรูหราหลายคันก็สาดส่องเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ เสียงเครื่องยนต์ที่ดับลงพร้อมกันสร้างความกดดันจนแทบหยุดหายใจ ประตูรถคันกลางเปิดออก ชายสูงวัยในชุดสูทเนี้ยบก้าวลงมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูใจดีเกินจริง แววตาของเจ้าสัวบูรพานั้นเยือกเย็นราวกับงูพิษที่รอจังหวะฉกเหยื่อ “เหนื่อยไหมศิลา?” เจ้าสัวบูรพากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก “การหนีจากอดีตมันเหนื่อยกว่าการยอมรับความจริงมากนักนะ... นายคิดว่าลูกสาวของคนทรยศอย่างเธอ จะปกป้องความลับนั้นได้จริงๆ หรือ?” ศิลายืนหยัดขึ้นอย่างยากลำบาก เขากางแขนออกปกป้องรินรดาไว้ข้างหลัง เลือดที่ไหลซึมจากแผลยังคงหยดลงพื้นเป็นทาง แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายแห่งการต่อสู้ที่ไม่มีวันยอมแพ้ “ความลับของรอยจารึก... ไม่ใช่สมบัติที่คนอย่างแกจะครอบครองได้” ศิลาตอบกลับ เสียงของเขาแหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว เจ้าสัวบูรพาส่งสัญญาณมือเพียงนิดเดียว ชายชุดดำนับสิบคนก็ขยับเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แต่ก่อนที่ความรุนแรงจะระเบิดออก รินรดาก็หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันคือตราประทับโบราณที่เปื้อนคราบเลือดของศิลา “ถ้าแกเข้ามาใกล้กว่านี้” รินรดากล่าวเสียงเรียบ “สิ่งที่แกต้องการจะไม่มีวันถูกเปิดออกตลอดกาล เพราะฉันจะทำลายมันทิ้งเสียเดี๋ยวนี้” เจ้าสัวบูรพาชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที แต่ในวินาทีที่ศิลาหันไปมองรินรดาด้วยความประหลาดใจนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติที่หลังใบหูของเธอ... สัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวที่เขามักจะเห็นในฝันร้ายของตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต นั่นไม่ใช่รอยปาน แต่มันคือตราประทับที่บ่งบอกว่า... รินรดาไม่ใช่คนที่เขาคิด ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้นะครับ ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%