“อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้แผลที่ไหล่ฉีกจนเลือดอาบไปมากกว่านี้”
เสียงของรินรดาราบเรียบ หากแต่เจือด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด ศิลาชะงักค้างอยู่กึ่งกลางระหว่างการเอื้อมมือไปหยิบผ้าพันแผลบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องพักซอมซ่อกลางป่าลึก เขากัดฟันแน่น กล้ามเนื้อไหล่ซ้ายกระตุกเกร็งจากรอยแผลลึกที่เกิดจากคมมีดของสมุนเจ้าสัวบูรพาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“ผมยังไหว” ศิลาตอบเสียงต่ำ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่กระดูก “เราไม่มีเวลามากพอจะมานั่งเล่นบทพยาบาลหรอกริน ความลับของรอยจารึกนั่น... ถ้ามันไปถึงมือเจ้าสัวบูรพา เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนตายทั้งเป็น”
รินรดาไม่ตอบ เธอวางขวดยาฆ่าเชื้อลงบนโต๊ะด้วยแรงกระแทกเบาๆ ก่อนจะเดินอ้อมมาข้างหลังเขา มือเรียวบางที่สั่นเทานิดๆ เริ่มแกะปมผ้าพันแผลที่โชกไปด้วยเลือดสีคล้ำ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไอชื้นของป่าอบอวลไปทั่วห้อง ศิลาหลับตาลง พยายามกดความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นในใจ
เขารู้ดีว่าถ้าไม่มีรินรดาที่คอยถอดรหัสลับในจารึกนั้น ชีวิตเขาคงจบสิ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าใกล้คฤหาสน์บูรพา แต่การพาเธอมาเสี่ยงตายด้วยกันแบบนี้ คือสิ่งที่เขากำลังทำร้ายเธออย่างเลือดเย็นที่สุด
“เจ็บไหม?” เธอถามเบาๆ ขณะใช้สำลีชุบน้ำเกลือแตะลงบนขอบแผล
“ความเจ็บกายเทียบไม่ได้กับความว่างเปล่าในหัวของผมเลย” ศิลาแค่นยิ้มขมขื่น “คุณเคยไหมริน... รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงชิ้นส่วนปริศนาที่ถูกยัดเยียดให้เข้าไปอยู่ในภาพวาดของคนอื่น? ผมเห็นเงาของตัวเองในกระจก แต่จำไม่ได้ว่าดวงตาคู่นี้เคยผ่านอะไรมาบ้าง”
รินรดาหยุดมือชั่วขณะ เธอจ้องมองรอยแผลเป็นเก่าๆ ที่พาดผ่านแผ่นหลังของเขา ราวกับแผนที่ที่ไม่มีใครอ่านออก “บางครั้ง ความทรงจำก็เป็นเหมือนรอยจารึกที่ลบเลือนไปตามกาลเวลาศิลา บางรอยถูกตั้งใจลบเพื่อปกป้องเราจากความโหดร้าย และบางรอย... ก็ถูกลบเพราะมันสำคัญเกินกว่าที่จะให้ใครรับรู้”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงไม้ลั่นจากโครงสร้างบ้านที่ผุพังตามแรงลมภายนอก ศิลาหันกลับมาสบตากับหญิงสาว ดวงตาของเขาที่เคยดุดันและเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนแสงลงจนน่าตกใจ ความเปราะบางที่เขาซ่อนไว้ถูกเปิดเปลือยต่อหน้าคนที่เขาไว้ใจที่สุดเพียงคนเดียว
“คุณกำลังบอกว่า... อดีตที่ผมตามหา อาจจะเป็นสิ่งที่ผมควรจะทิ้งมันไว้ข้างหลังอย่างนั้นหรือ?” เขาถาม เสียงสั่นพร่า
รินรดาไม่ตอบ แต่เธอเลือกที่จะวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเขา นิ้วมือของเธอสัมผัสเบาๆ ที่รอยสักรูปตราประหลาดบริเวณต้นคอของเขา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงศิลากับ 'ตระกูลที่สาบสูญ' ทันทีที่สัมผัสนั้นเกิดขึ้น ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงบางอย่าง
*กึก... กึก...*
เป็นเสียงเคาะที่ประตูไม้ผุๆ สามครั้งจังหวะสม่ำเสมอ ศิลาพุ่งตัวคว้าปืนพกที่วางข้างตัวด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า ความเหนื่อยล้าจากบาดแผลดูเหมือนจะหายไปในพริบตา เขาส่งสัญญาณให้รินรดาหลบไปข้างหลังชั้นวางของ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ประตูโดยไร้เสียง
“ใคร?” เขาตะคอกผ่านบานประตู
“คนที่รู้ว่ารอยจารึกชิ้นสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่เจ้าสัวบูรพา... แต่อยู่ในความทรงจำที่แตกสลายของชายที่ชื่อศิลา”
เสียงแหบพร่าจากชายชราคนหนึ่งดังลอดเข้ามา ศิลาขมวดคิ้วแน่น เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่รินรดา รินรดาเบิกตากว้างขณะที่เธอก้าวออกมาจากมุมมืด พลางพึมพำด้วยความตกใจ “นั่นมัน... น้ำเสียงของคนที่ส่งจดหมายนิรนามมาให้ฉันเมื่อเดือนก่อน”
ศิลาตัดสินใจกระชากประตูออกอย่างรวดเร็ว กะจะจับตัวผู้บุกรุก แต่สิ่งที่พบกลับทำให้เขาต้องชะงักค้าง ทรุดตัวลงไปกอดหัวไหล่ที่บาดเจ็บอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสู่สมองราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
ชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งถือกระบอกไม้ไผ่เก่าๆ ที่สลักลวดลายเดียวกับรอยจารึกในตำนาน ทว่าที่น่าตื่นตะลึงที่สุด คือภาพของศิลาในวัยเด็กที่ปรากฏขึ้นซ้อนทับบนใบหน้าของชายชราคนนั้นราวกับภาพสะท้อนในกระจกวิเศษ
“เจ้าสัวบูรพาไม่ได้ฆ่าพ่อของเจ้าหรอกศิลา...” ชายชรากล่าวพลางยื่นกระบอกไม้ไผ่นั้นมาตรงหน้าศิลา “แต่เจ้าต่างหากที่เป็นคนปลิดชีพเขา... ในคืนที่รอยจารึกถูกเปิดออกด้วยเลือดของเจ้าเอง”
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและความลับนี้ไปกับผมในบทนี้นะครับ ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 31
การรักษาตัว
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!