อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 32

เป้าหมายใหม่

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“โกหก... ท่านกำลังโกหกผม!” ศิลาตะคอกเสียงสั่น เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปมาตามแรงอารมณ์ที่พวยพุ่ง แสงสีส้มสลัวจับลงบนใบหน้ายับย่นของชายชราตรงหน้า ผู้ซึ่งนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นสลักจากหินผา ทว่ากระบอกไม้ไผ่ที่เขายื่นมานั้นกลับดูหนักอึ้งราวกับบรรจุความจริงที่พร้อมจะถล่มโลกทั้งใบของศิลาให้พังทลายลงในพริบตา “ศิลา... มองเข้าไปในรอยจารึกนั่นสิ” ชายชรากล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาขุ่นมัวของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกของชายหนุ่ม “ถ้าสิ่งที่ข้าพูดไม่เป็นความจริง แล้วทำไมรอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเจ้า ถึงได้เต้นเร่าทุกครั้งที่เจ้าสัมผัสกับกลิ่นอายของเลือดพ่อเจ้าล่ะ?” ศิลานิ่งงันไป ราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง ภาพความทรงจำที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ผุดขึ้นมาในหัวเหมือนเศษแก้วที่บาดลึกในใจ เสียงกรีดร้อง ความมืดมิด และสัมผัสเย็นเฉียบของเหล็กแหลมที่ปักลงบนเนื้อหนัง... มันไม่ใช่ภาพจำของการถูกกระทำ แต่มันคือภาพจำของการเป็นผู้ลงมือ รินรดายืนอยู่มุมห้อง เธอไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิ้วเดียว ทว่ากำปั้นของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ สายตาของเธอที่มองศิลาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความสงสารอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือความตระหนกที่แฝงไปด้วยความหวาดระแวง เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “ศิลา... เราต้องไปจากที่นี่” รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่า “อย่าฟังเขา เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร หรือมีจุดประสงค์อะไรกันแน่” ศิลาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าดวงตาของเขากลับปราศจากความขบขัน “ไม่ริน... เราถอยไม่ได้แล้ว เราเล่นเกมตั้งรับมานานเกินไปแล้ว เกมที่เจ้าสัวบูรพาเป็นคนขีดเส้นตายให้เราเดินตาม วันนี้เส้นตายนั้นหมดลงแล้ว ในเมื่อเขาบอกว่าผมคือคนฆ่าพ่อของตัวเอง งั้นเขาก็ควรได้รับรู้ว่า การเผชิญหน้ากับปีศาจที่เขาสร้างขึ้นมาเอง มันเจ็บปวดเพียงใด” ชายหนุ่มหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาถือไว้มั่น ความเย็นของไม้ไผ่ซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง เขาหันหลังให้ชายชราคนนั้นแล้วเดินตรงไปที่ประตูไม้เก่าคร่ำคร่า สองเท้าที่เคยลังเล บัดนี้ก้าวย่างด้วยจังหวะที่หนักแน่นและไร้ซึ่งความเกรงกลัว “คุณจะทำอะไร?” รินรดาถามพลางก้าวตามมาติดๆ ศิลาหยุดกึกที่หน้าประตู เขาหันกลับมามองเธอ นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงด้วยความสับสน บัดนี้กลับฉายแวววาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว “เปลี่ยนสนามรบครับริน แทนที่จะรอให้เขาส่งเงามายามาจัดการเรา เราจะบุกไปหาเขาถึงถ้ำเสือ คืนนี้แหละ เราจะกระชากหน้ากากเจ้าสัวบูรพาให้โลกเห็น ว่าภายใต้รอยจารึกที่เขาเชิดชู แท้จริงแล้วมันคือสุสานของใครกันบ้าง” บรรยากาศข้างนอกคฤหาสน์ของเจ้าสัวบูรพาท่ามกลางคืนเดือนมืดนั้นเงียบสงัดราวกับป่าช้า ศิลาและรินรดาแฝงตัวผ่านแนวกำแพงอิฐสูงตระหง่าน ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างเงียบเชียบ ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ละตารางนิ้วในคฤหาสน์นี้เต็มไปด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและกลไกซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ “ทางขวา... มีรหัสลับที่ฐานรูปปั้นนั่น” รินรดากระซิบพลางชี้ไปยังรูปปั้นสิงโตหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าโถงใหญ่ “ถ้าเราปลดล็อกมันได้ เราจะเข้าถึงห้องใต้ดินที่เป็นจุดเชื่อมต่อรอยจารึกทั้งหมดได้โดยไม่ต้องผ่านการ์ดของเขา” ศิลาพยักหน้า เขาหยิบเครื่องมือถอดรหัสออกมาจากกระเป๋าเสื้อ สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับการหมุนกลไกเฟืองเหล็กชิ้นเล็กๆ เสียงคลิกแผ่วเบาดังขึ้นในความเงียบ ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการเดิมพันด้วยชีวิต เมื่อประตูลับเปิดออก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ก็ลอยมาปะทะจมูก ทั้งคู่ก้าวลงสู่บันไดวนที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน ยิ่งลึก อุณหภูมิยิ่งลดต่ำลง จนกระทั่งมาถึงห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยแผ่นจารึกนับร้อยชิ้นเรียงรายอยู่บนผนังหิน ใจกลางห้องนั้นมีแท่นหินวางอยู่ และบนแท่นนั้นคือร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นอนนิ่งสนิท “นั่น...” รินรดาอุทานเสียงหลง เธอปิดปากตัวเองไว้ทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของคนบนแท่นหิน ศิลาเดินเข้าไปใกล้จนแทบลืมหายใจ หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าชายคนนั้นคือใคร รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเขากลับมาเต้นตุบๆ อีกครั้งอย่างรุนแรงจนปวดร้าวไปถึงหัวไหล่ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแผ่นจารึกใกล้ๆ นั้น แล้วรอยเลือดเก่าแห้งกรังก็ปรากฏขึ้นมาชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดเหตุเมื่อวาน ทว่า ในขณะที่ศิลากำลังจะโน้มตัวลงไปดูร่างนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังมาจากบันไดทางเข้า แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงสาดส่องเข้ามาในห้องจนสว่างจ้า ศิลาและรินรดาถูกล้อมไว้ในเวลาเพียงพริบตา “นึกว่าจะใช้เวลาเร็วกว่านี้เสียอีกนะ ศิลา” เสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดังขึ้นจากเงามืด เจ้าสัวบูรพาค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มการ์ด ใบหน้าของเขาดูเยือกเย็นและเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย เขามองร่างที่นอนอยู่บนแท่นหินสลับกับมองมาที่ศิลาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “แกหลอกใช้ความทรงจำของฉัน” ศิลาคำราม ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขา เจ้าสัวบูรพายิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูราวกับว่าเขากำลังดูเด็กน้อยที่พยายามจะต่อต้านกระแสน้ำเชี่ยว “ไม่ใช่หลอกใช้หรอกศิลา... ฉันแค่กำลังรอให้แกเข้ามาดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองต่างหาก” ศิลาขมวดคิ้ว มือที่กำกระบอกไม้ไผ่ไว้แน่นเริ่มสั่น “ผลงานอะไรของแก?” เจ้าสัวบูรพาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูศิลาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “รอยจารึกนี้ไม่ได้ถูกเปิดออกด้วยเลือดของแกเพียงคนเดียวหรอกนะ... แต่ที่ที่แกยืนอยู่นี่คือเครื่องสังเวยสุดท้าย และคนที่นอนอยู่บนแท่นนั่น... ไม่ใช่พ่อของแกหรอกศิลา” ศิลาชะงัก รินรดาร้องกรีดออกมาเบาๆ เมื่อเห็นร่างบนแท่นหินเริ่มขยับตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ ร่างนั้นลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่ว่างเปล่าและสีที่เปลี่ยนไปจนน่าสะพรึงกลัว ศิลาผงะถอยหลัง เมื่อเงาที่สะท้อนอยู่ในตาของร่างนั้น... ไม่ใช่เงาของเขา แต่เป็นเงาของใครบางคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี “จำเขาได้ไหมล่ะ... ศิลา?” เจ้าสัวบูรพาหัวเราะร่วน “คนที่แกเฝ้าตามหามาตลอดสิบปี... คนที่แกคิดว่าเป็นพ่อ... แท้จริงแล้วเขาคือคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่รอยจารึกถูกเปิดขึ้นครั้งแรก... และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแกตอนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นเงามายาที่แกสร้างขึ้นด้วยความแค้นของตัวเองนั่นแหละ!” หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะถูกใจและทำให้ท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นไปกับจุดพลิกผันนะครับ ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านผลงานของดรากอนไรเดอร์มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%