อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 49

สมรภูมิเดือด

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
ความเงียบงันในห้องใต้ดินใต้คฤหาสน์ตระกูลบูรพานั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าแผ่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประโยคที่เพิ่งหลุดจากริมฝีปากของรินรดาเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของศิลา ราวกับเสียงกัมปนาทที่ผ่ากลางใจ *“ขอโทษด้วยนะศิลา... แต่ความทรงจำที่คุณตามหาน่ะ ฉันเป็นคนลบมันออกไปจากหัวสมองของคุณเองแหละ”* ดวงตาคมกริบของศิลาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เป็นปฏิกิริยาเดียวที่แสดงออกถึงความร้าวรานภายใน ชายหนุ่มไม่ถอยหลัง ไม่เอ่ยคำตัดพ้อ เขาเพียงแต่กวาดสายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวผู้ซึ่งเขาเคยเชื่อมั่นจนหมดหัวใจ ผู้ซึ่งกุมกุญแจไขปริศนาแห่งอดีต แต่บัดนี้ เธอกลับกลายเป็นผู้กุมกัณฑ์มือที่ปลิด29วิญญาณแห่งความทรงจำของเขาไปเสียเอง "ทำไม..." เสียงของศิลาแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก "ความทรงจำวัยเด็ก... บาดแผลที่ฉันแบกรับมาตลอดชีวิต... มันเป็นฝีมือคุณจริงๆ งั้นหรือ รินรดา" รินรดาหลบสายตาไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสู้หน้าเขาอีกครั้ง แววตาของเธอสั่นระริกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา "เพราะถ้าคุณจำได้... ศิลา คุณจะไม่มีวันยืนอยู่ตรงนี้เพื่อหยุดเจ้าสัวบูรพาได้" เธอกล่าวเสียงสั่น มือเรียวกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "อดีตของคุณมันไม่ได้สวยงาม มันคือคำสาป และฉัน... ฉันคือคนที่ต้องแบกรับบาปนั้นไว้แทนคุณ" "บาปงั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดของห้องใต้ดิน พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ สองสามครั้ง เจ้าสัวบูรพาก้าวออกมาจากเงาสลัว รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้ายับย่นตามวัย ทว่าแววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและกระหายอำนาจ "ยอดเยี่ยมมาก รินรดา เธอทำหน้าที่ของเธอได้สมบูรณ์แบบจริงๆ สมแล้วที่เป็นสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลผู้พิทักษ์ศิลาโบราณ" เจ้าสัวเอ่ยเยาะย้ย พลางเหลือบมองชายหนุ่มรุ่นน้อง "เห็นไหมล่ะ ศิลา แกมันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกลบความทรงจำ เพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้นเท่านั้น คนอย่างแก ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเกิดมาจากซากปรักหักพังไหน" ศิลาไม่ได้หันไปมองเจ้าสัว สายตาของเขายยังคงจับจ้องอยู่ที่รินรดา ราวกับต้องการค้นหาความจริงเบื้องหลังแววตานั้น แต่แล้ว ร่างหนาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ เพื่อตั้งสติ คลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนเมื่อครู่ถูกกดลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจ เหลือไว้เพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ ในโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ด้วยศิลา—ศาสตร์โบราณที่สูญหาย ที่ซึ่งจิตวิญญาณและร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความโกรธเกรี้ยวคือจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด และตอนนี้ ศิลาได้สลัดจุดอ่อนนั้นทิ้งไปแล้ว "ถ้าเช่นนั้น..." ศิลาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาดุดจdพยัคฆ์ร้ายปรากฏชัดเจน "ผมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องออมมือให้อีกต่อไปแล้ว" สิ้นคำพูด ร่างกายของศิลาก็ขยับวูบด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ เขาทะยานเข้าประชิดตัวลูกน้องมือดีของเจ้าสัวที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างในพริบตาเดียว ฝ่ามือหนาที่ห่อหุ้มด้วยพลังลมปราณแฝงเร้นด้วยเคล็ดวิชา "ศิลาผ่าปฐพี" กระแทกเข้าที่กลางอกของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ *ตึง!* เสียงทึบหนักราวกับห้อนหินผาถล่มดังสนั่น ลูกน้องร่างยักษ์กระเด็นลอยไปกระแทกกับชั้นวางตำราโบราณจนพังทลายลงมาเป็นจุล โดยไม่ทันได้ตั้งตัวแม้แต่จะยกมือขึ้นป้องกัน เจ้าสัวบูรพาหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มเย้ยหยันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น "จัดการมัน! อย่าให้มันเข้าใกล้ฉันได้เด็ดขาด!" เหล่ามือสังหารนับสิบชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรูเข้ามาพร้อมกันอาวุธครบมือ ทั้งดาบสั้นและโซ่ตรวน ทว่าศิลาในยามนี้เปรียบเสมือนรูปปั้นหินที่เคลื่อนไหวได้ ท่วงท่าการต่อสู้ของเขาไม่ได้พึ่งพากลละเมียดละไม แต่เต็มไปด้วยความดุดัน หนักแน่น และเฉียบคม ทุกหมัดและฝ่ามือที่เหวี่ยงออกไปราวกับการแกะสลักหินผาด้วยค้อนเหล็ก *เปรี้ยง! พลั่ก!* ศilาหมุนตัวหลบคมดาบที่เฉียดใบหน้าไปเพียงเส้นยาแดง ก่อนจะใช้ศอกกระแทกเข้าที่ชายโครงของมือสังหารคนแรกอย่างรุนแรง แรงปะทะส่งผลให้อีกฝ่ายทรุดฮวบคราบพื้นทันที ร่างกายของศิลาเคลื่อนไหวสอดประสานไปกับจังหวะการหายใจ เสียงลมหายใจเข้าออกลึกยาวดั่งเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งหินผา รินรดายืนมองภาพการต่อนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด เธยรู้ดีว่าวิชาศิลาที่ศิลาใช้ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่มันคือการเผาผลาญพลังชีวิตของตัวเขาเอง เพื่อแลกมาซึ่งพละกำลังมหาศาลในการทะลวงผ่านอุปสรรคเบื้องหน้า "ศิลา... พอเถอะค่ะ!" รินรดาตะโกนร้องห้าม น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ "ยิ่งคุณใช้วิชานี้มากเท่าไหร่ ความทรงจำที่เหลืออยู่ของคุณก็จะยิ่งแตกสลายไม่มีวันกลับมานะ!" ศิลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาหันมามองเธอดำดิ่งผ่านกลุ่มควันและฝุ่นละอองที่ตลบอบอวล รอยยิ้มบางเบาและเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม "ต่อให้ความทรงจำพวกนั้นไม่เหลืออยู่เลย..." ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "แต่อย่างน้อย... หัวใจของผมก็บอกผมได้ชัดเจนว่า สิ่งไหนคือความจริง และสิ่งไหนคือความลวง" พูดจบ ศิลาก็พุ่งทะยานผ่านดงกระบี่เข้าหาเจ้าสัวบูรพาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด มือหนาคว้าจับคอเสื้อของผู้มีอิทธิพลใหญ่ลอยขึ้นจากพื้นด้วยมือเดียว เจ้าสัวบูรพาหน้าตาตื่นตระหนก ลมหายใจติดขัด หวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม "แก... แกจะทำอะไรฉัน? ฉันคือกฎหมาย! ฉันคือผู้กุมความลับทั้งหมดของแกนะ!" เจ้าสัวตะโกนเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือด ศิลาก้มมองชายชราผู้เย่อหยิ่งในอำนาจด้วยแววตาว่างเปล่า นิ้วมือแข็งแกร่งเตรียมจะกดลงที่จุดชีพจรเพื่อปิดฉากความวุ่นวายทั้งหมดในค่ำคืนนี้ ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของศิลาจะสัมผัสโดนเป้าหมาย เสียงปรบมือชุดใหม่ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องบน—เสียงปรบมือที่เยือกเย็นและแฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน ราวกับกำลังชมละครสัตว์ชุดโปรด "18 ปีที่ตามหาความจริง... แต่สุดท้าย เจ้าก็เลือกที่จะจบชีวิตคนที่เป็นกุญแจดอกสุดท้ายด้วยมือตัวเองอย่างนั้นหรือ ศิลา?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเดินลงมาจากบันไดวนทีละขั้น แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าด้านข้างเผยให้เห็นรอยแผลเป็นลึกที่ลากยาวจากขมับลงมาถึงคาง รอยยิ้มของเขาเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความคุ้นเคยอย่างประหลาด ศิลาชะงักมือที่กำลังจะปลิดชีพเจ้าสัว ดวงตาคมกริบเบนไปมองผู้มาใหม่ทันที หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่า บุคคลผู้นี้คือเงาปริศนาที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทุกเหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น และที่สำคัญที่สุด... ชายคนนั้นเรียกชื่อเขาได้อย่างสนิทสนม ราวกับเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่ไม่ได้พบกันมานานแสนนาน "แก... เป็นใคร" ศิลาเค้นเสียงถาม ร่างกายเริ่มสั่นเทาด้วยกระแสพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวของแขกไม่ได้รับเชิญ ชายในชุดสูทหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขายกมือขึ้นปลกระดุมสูทออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยสักรูปมังกรสลักลึกลงบนผิวหนังบริเวณหน้าอก—รอยสักเดียวกับที่ศิลาเคยเห็นในความฝันอันเลือนรางมาตลอดชีวิต "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... น้องชาย" ชายคนนั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มเยาะ "ในที่สุด แกก็เดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกแล้ว ระหว่างความจริงที่แสนเจ็บปวด กับความตายที่จะปลดปล่อยทุกอย่าง... แกจะเลือกอะไร?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ศิลาฝ่าฟันความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%