เสียงโลหะกระทบกันครั้งสุดท้ายในความมืดดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของการต่อสู้ แต่เป็นเสียงของกลไกนิรภัยชั้นสูงที่ถูกปลดล็อกด้วยรหัสผ่านความยาวสิบสองหลัก ซึ่งศิลาเพิ่งกดมันลงไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา
"เสร็จแล้ว..."
เสียงกระซิบของรินรดาแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชเชียบในห้องทำงานลับใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความกดดัน ประหนึ่งว่าออกซิเจนในห้องนี้กำลังลดลงทีละน้อย ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ หากแต่มาจากความจริงอันดำมืดที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า
ภายในตู้เซฟขนาดเล็กที่ถูกซ่อนไว้หลังภาพวาดสีน้ำมันยุคคลาสสิก ไม่มีทองคำแท่งหรือเพชรนิลจินดาอันล้ำค่า มีเพียงวัตถุชิ้นเล็กๆ สีดำด้านชิ้นหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่บนกำมะหยี่สีแดง มันคือแฟลชไดรฟ์โลหะขนาดเท่าปลายนิ้ว ทว่าน้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งราวกับแบกรับวิญญาณของผู้คนที่ถูกเจ้าสัวบูรพาคร่าชีวิตไป
ศิลายื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่ถูกสะสมมาเนิ่นนานนับปี บาดแผลในวัยเด็กที่เคยเลือนรางกลับชัดเจนขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพของห้องใต้หลังคาอันหนาวเหน็บ ภาพของรอยจารึกปริศนาที่พ่อของเขาทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้าย และรอยยิ้มอันเลือดเย็นของผู้มีอิทธิพลอย่างเจ้าสัวบูรพา ทุกอย่างถูกบีบอัดลงมาในวัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบ ศิลาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกมกำลังจะเปลี่ยนไป
"คุณศิลา... แน่ใจนะว่าเราจะรอดออกไปได้" รินรดาเอ่ยขึ้น สายตาของเธอไม่ได้มองที่แฟลชไดรฟ์ แต่กวาดมองไปที่กล้องวงจรปิดมุมห้องซึ่งไฟสถานะสีแดงเพิ่งกระพริบขึ้นเตือนอย่างน่ากลัว
"เราไม่มีทางเลือกอื่นตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่นี่แล้วครับ ริน" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ยากจะสั่นคลอน เขาดึงแฟลชไดรฟ์ออกมาจากช่องเชื่อมต่ออย่างเด็ดเดี่ยว เก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในแนบชิดกับหัวใจ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดและเป็นจุดที่อันตรายที่สุดในเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟฉุกเฉินสีแดงส้มสาดส่องวับๆ แวมๆ ไปทั่วห้อง ประตูนิรภัยด้านนอกกำลังเคลื่อนตัวปิดลงอย่างช้าๆ แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องจักรหนักบ่งบอกว่าพวกมันรู้ตัวแล้ว และกำลังปิดตายทุกเส้นทางหนี
"เวรเอ๊ย! มันรู้เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้" ศิลาพึมพำ ดวงตาคมกริบฉายแวววับด้วยความตื่นตัว เขาคว้ามือรินรดาไว้แน่น พลางพุ่งตัวไปยังช่องระบายอากาศด้านหลังตู้เซฟที่เขาได้สำรวจเส้นทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบกำลังวิ่งกรูเข้ามาใกล้ประตูห้อง เสียงตะโกนสั่งการเป็นทอดๆ ของลูกน้องเจ้าสัวบูรพา
"ปิดล้อมทุกทาง อย่าให้มันหนีไปได้! ท่านสั่งว่าต้องเอาของคืนมาให้ได้ แม้จะเหลือแต่ศพก็ตาม!"
เสียงปืนขึ้นลำกล้องดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ศิลาถีบฝาตะแกรงช่องระบายอากาศหลุดกระเด็นด้วยแรงทั้งหมดที่มี เขาดันตัวรินรดาเข้าไปก่อนอย่างไม่ลังเล ก่อนจะมุดตามเข้าไปท่ามกลางห้วงเวลาที่บีบคั้นราวกับเส้นด้ายที่กำลังจะขาด
ในความมืดอับชื้นของท่อระบายอากาศ ศิปลากอดแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋าเสื้อแน่น ความลับทั้งหมดของอาณาจักรสีเทา ประวัติการฟอกเงิน รายชื่อข้าราชการกังฉิน และหลักฐานการตายของพ่อเขา อยู่ในมือแล้ว แต่คำถามที่ดังขึ้นในใจคือ... พวกเขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชอย่างเจ้าสัวบูรพาไปได้จริงๆ หรือ?
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้คลานไปตามทางหนี เสียงฝีเท้าปริศนาก็ดังขึ้น *ดักรออยู่* ตรงทางแยกด้านหน้าที่พวกเขากำลังจะมุ่ง3หน้าไป
เงาร่างหนึ่งยืนพิงกำแพงท่อระบายอากาศอย่างใจเย็น แสงไฟฉุกเฉินสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก—รอยยิ้มของคนทรยศที่พวกเขาเชื่อใจมาตลอดทาง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ศิลาฝ่าฟันความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 50
หลักฐานชิ้นสำคัญ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!