"หมอบลง ริน!"
เสียงคำรามของศิลาขาดห้วงไปพร้อมกับแรงกระแทกจากด้านหลังที่ทำให้รถสปอร์ตคันหรูเสียหลักส่ายไปมาบนพื้นถนนลาดยางที่เปียกชื้น เศษกระจกหลังแตกละเอียดเป็นเม็ดทรายพุ่งกระจายเข้ามาในตัวรถ รินรดาไม่กรีดร้อง เธอเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่น มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารลับไว้แนบอก อีกมือเกาะขอบประตูรถจนข้อนิ้วขาวซีด
เสียงปืนเก็บเสียงดัง 'พึ่บ พึ่บ' แทรกผ่านเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังคำรามด้วยรอบสูงสุด กระสุนนัดหนึ่งถากผ่านเสาเอของตัวรถ เกิดประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์
"พวกมันตามมาติดเกินไป" รินรดาตะโกนแข่งกับเสียงลมที่ปะทะผ่านหน้าต่างที่แตกละเอียด "ถ้าเราไม่สลัดมันให้หลุดก่อนถึงทางแยกหน้า เราไม่มีทางรอดไปถึงเซฟเฮาส์ได้แน่"
ศิลาไม่ได้ตอบ เขาสบตาเธอผ่านกระจกมองหลังเพียงครู่เดียว แววตาของเขาสงบนิ่งผิดกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ความเย็นเยือกในดวงตาคู่นั้นสะท้อนความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม เขาหักพวงมาลัยรถหลบรถบรรทุกสิบล้อที่วิ่งสวนมาในระยะประชิด ความเฉียดฉิวเพียงไม่กี่นิ้วทำให้ยางรถยนต์บดกับขอบทางจนเกิดเสียงดังสนั่น
"รัดเข็มขัดให้แน่นกว่าเดิม" ศิลากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนมิด เครื่องยนต์วีแปดแผดเสียงก้องกังวานราวกับสัตว์ป่าที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
รถสปอร์ตพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยจากคันศร เบื้องหน้าคือทางโค้งหักศอกที่ขนาบด้วยหน้าผาและเหวหิน ศิลาไม่ได้เบรก เขาเลือกที่จะกดเกียร์ต่ำลงเพื่อเรียกกำลังเครื่องยนต์ ก่อนจะดึงเบรกมือและหักเลี้ยวอย่างรุนแรง ตัวรถดริฟต์ผ่านโค้งไปอย่างหวุดหวิด ทิ้งให้รถของมือปืนที่ตามมาเบรกตัวโก่งจนเกิดรอยไหม้บนถนน
"ศิลา! ดูนั่น!" รินรดาชี้ไปยังรถกระบะคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากซอยเปลี่ยว ตัดหน้าพวกเขาอย่างจงใจ
ศิลาคำรามในลำคอ เขาหักพวงมาลัยหลบกะทันหันจนรถเกือบจะหมุนคว้าง แต่เขาก็ยังควบคุมมันไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม รถมุ่งหน้าเข้าสู่ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยแคบๆ นี่คือทางเลือกเดียวที่จะใช้ความชำนาญเส้นทางสลัดพวกมันให้หลุด
ภายในรถบรรยากาศบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ศิลาเหลือบมองกระจกข้างเห็นรถมือปืนสามคันกระจายตัวปิดล้อมทางซ้ายและขวา เจ้าสัวบูรพาช่างรอบคอบนัก... เขาเตรียมการไว้ทุกทาง ราวกับรู้ว่าคืนนี้ศิลาจะต้องหนีออกจากจุดนัดพบ
"พวกมันไม่ต้องการแค่แฟ้ม" รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่น "พวกมันต้องการให้เราจบชีวิตลงที่นี่พร้อมกับความลับทั้งหมด ศิลา... เราต้องทำอะไรสักอย่าง"
ศิลาไม่ตอบ เขากลับตัดสินใจดับไฟหน้ารถท่ามกลางความมืดมิดของตรอกที่ไม่มีไฟส่องสว่าง ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงยางรถยนต์ที่บดไปตามพื้นถนนและเสียงหอบหายใจของคนทั้งสอง
"เกาะไว้ให้แน่น" ศิลากระซิบ เขาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าช่องแคบระหว่างตึกเก่า ซึ่งเป็นช่องทางที่รถขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านไปได้ รถกระแทกกับกำแพงอิฐจนสีถลอกปอกเปิก แต่พวกเขาก็หลุดพ้นจากรัศมีของมือปืนชั่วขณะ
ทันใดนั้น แสงไฟจากรถคันหนึ่งสาดส่องเข้ามาจากปลายอีกด้านของตรอก มันไม่ได้มาจากรถของมือปืน แต่เป็นรถลีมูซีนสีดำคันคุ้นตาที่จอดขวางทางไว้ ศิลาเหยียบเบรกจนมิด รถหยุดนิ่งห่างจากรถลีมูซีนเพียงไม่กี่เมตร
กระจกหลังของลีมูซีนเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เจ้าสัวบูรพาไม่ได้นั่งอยู่ในนั้น แต่เป็นชายวัยกลางคนที่ศิลาจำได้แม่นยำ... ชายที่เป็นคนพรากความทรงจำของเขาไปเมื่อยี่สิบปีก่อน
เขาก้าวลงจากรถพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูใจดีจนน่าขนลุก ในมือของเขาถือกล่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่ศิลาเห็นแล้วถึงกับชะงักกึก กล่องดนตรีที่เคยอยู่ในความทรงจำที่แตกสลายของเขา
"ถึงเวลาคืนของที่ขโมยไปแล้วหรือยัง ศิลา?" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความกดดันที่ทำให้รินรดาถึงกับสั่นสะท้าน "เพราะถ้าเธอไม่ส่งมันมา... คืนนี้คงไม่มีใครได้ออกไปจากที่นี่ แม้แต่คนข้างๆ เธอ"
ศิลากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นี่ไม่ใช่การไล่ล่าธรรมดา แต่มันคือการเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ศิลาฝ่าฟันความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 51
การไล่ล่าบนถนน
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!