อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 2

เบาะแสแรก

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“อย่าเพิ่งทิ้งกระจกบานนั้น… แต่มันพังไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” รินรดาเอ่ยถามขณะที่ปลายนิ้วเรียวพรมลงบนแผ่นกระดาษกองโตบนโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำ เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่กระแสเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยของเธอก็เพียงพอที่จะบอกว่า ‘ความผิดปกติ’ ที่ศิลาเล่าให้ฟังนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ศิลานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่เขากำลังพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปตามสันหลัง ภาพใบหน้าบิดเบี้ยวในกระจกบานนั้น—รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อคนเป็น—ยังคงติดตาประหนึ่งถูกประทับลงบนเรตินาด้วยเหล็กร้อน “มันไม่ได้แค่พัง แต่มันเหมือน… ถูกทำลายจากภายใน” ศิลาตอบพลางถอนหายใจยาว เขากวาดสายตามองไปทั่วห้องทำงานของรินรดาที่เต็มไปด้วยหนังสือประวัติศาสตร์โบราณและแผนที่เก่าเก็บ “ริน ผมไม่ได้บ้า และผมก็ไม่ได้ฝัน เรื่องที่กระจกบานนั้นพูด… มันข่มขู่ผม เหมือนกับว่ามันรอให้ผมกลับไปหาอะไรบางอย่าง” รินรดาหยุดการเคลื่อนไหว เธอหยิบซองจดหมายสีเหลืองซีดที่พบนอนแน่นิ่งอยู่ใต้ฐานโคมไฟทองเหลืองขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น ดูนี่สิ” เธอยื่นภาพถ่ายใบหนึ่งให้เขา มันเป็นภาพถ่ายขาวดำที่มีรอยยับยู่ยี่จนแทบจะแยกออกจากกันตรงกลาง ในภาพปรากฏอาคารพาณิชย์ทรงจีนโบราณในย่านเมืองเก่าแห่งหนึ่ง ลวดลายปูนปั้นเหนือประตูไม้บานเฟี้ยมนั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับมีแรงดึงดูดแม่เหล็กบางอย่างที่กระชากความรู้สึกของศิลาให้ร่วงหล่นลงไปในอดีต ศิลาหยิบภาพนั้นขึ้นมาปลายนิ้วของเขาแตะเบาๆ ลงบนภาพอาคารที่ถูกถ่ายไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ทันใดนั้น ความปวดร้าวที่แล่นพล่านเข้าสู่ขมับราวกับถูกมีดกรีดจนเขาสะดุ้งโหยง “ที่นี่…” เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ “ผมเคยเห็นที่นี่ ในฝันที่ผมมักจะเห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นธูปและเสียงฝนตกหนัก” “นี่คือ ‘เรือนจารึกศิลา’ สถานที่ที่ถูกลบออกจากทะเบียนราษฎร์และผังเมืองไปเมื่อยี่สิบปีก่อน” รินรดาลดระดับเสียงลง ความฉลาดล้ำลึกสะท้อนอยู่ในดวงตาที่จับจ้องไปยังศิลา “มันเป็นบ้านที่ตระกูลของคุณเคยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลับๆ และเจ้าสัวบูรพา… เขาคือคนสุดท้ายที่เซ็นเอกสารสั่งรื้อถอนที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างตึกระฟ้าของเขา” ศิลาเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยเงียบขรึมเริ่มเปลี่ยนเป็นความดุดันที่ซ่อนความแค้น “ทำไมต้องลบ? ถ้ามันเป็นแค่บ้านเก่า ทำไมต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อทำลายร่องรอย?” “เพราะในเรือนนั้น ไม่ได้มีแค่คนอาศัยอยู่” รินรดาโน้มตัวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความกลัว “มีบันทึกว่าที่นั่นเป็นจุดซ่อน ‘กุญแจ’ บางอย่างที่ตระกูลของคุณถือครองไว้ ถ้าสิ่งที่กระจกบานนั้นพูดเป็นความจริง… ศิลา คุณไม่ได้แค่ถูกจ้องมอง แต่นี่คือสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่าง ‘ตื่นขึ้น’ พร้อมกับคุณ” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน บรรยากาศดูหนาหนักด้วยมวลอากาศที่อัดแน่น ศิลาจ้องมองภาพถ่ายในมืออีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นรายละเอียดที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไป ที่หน้าต่างบานที่สองของอาคารในภาพถ่าย มีเงาของร่างคนยืนอยู่ เงาที่ดูเหมือนจะแสยะยิ้มโต้ตอบกับเขาทะลุผ่านกาลเวลา “เราต้องไปที่นั่น” ศิลาตัดสินใจ เด็ดขาดและเย็นเยียบ “มันอันตรายนะศิลา เจ้าสัวบูรพาจับตาดูทุกย่างก้าวของคุณอยู่ ถ้าคุณก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่นั้น เท่ากับคุณเดินเข้าปากเสือด้วยตัวเอง” “แล้วให้ผมทำอย่างไร?” ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันรอบตัวเขาแผ่ขยายออกไป “ให้ผมนั่งรออยู่ตรงนี้ เพื่อให้กระจกบานถัดไปกัดกินวิญญาณผมหรือไง? หรือให้ผมยอมจำนนต่ออดีตที่ผมจำไม่ได้จนต้องเป็นหุ่นเชิดให้คนอย่างบูรพา?” รินรดาเงียบไปครู่หนึ่ง เธอรู้ดีว่าไม่มีทางห้ามเขาได้ เธอจึงยื่นสมุดโน้ตปกหนังเก่าคร่ำให้เขา “ถ้าจะไป ก็เอาสมุดเล่มนี้ไปด้วย มันคือรหัสลับที่พ่อของคุณทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ท่านจะหายตัวไปในคืนที่เรือนนั้นไฟไหม้” ศิลาคว้าสมุดเล่มนั้นไว้ หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงโทรศัพท์ของรินรดาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอรับสายด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงทันทีที่ฟังจบ “ศิลา… หยุดก่อน” เธอคว้าแขนเขาไว้แน่น “เมื่อกี้คนของเจ้าสัวโทรมา เขาบอกว่ามี ‘ของขวัญ’ มาส่งที่หน้าบ้านคุณ และถ้าคุณไม่รีบกลับไปเปิดดู เขาจะถือว่าคุณปฏิเสธการต้อนรับ… แล้วเขาจะเผาทุกอย่างที่คุณหลงเหลืออยู่ให้ราบเป็นหน้ากลอง” ศิลาชะงักฝีเท้า มือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีว่า ‘ของขวัญ’ ที่ว่านั้นคืออะไร มันไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือคำประกาศสงครามที่ไร้ความปราณี และในวินาทีที่เขาหันหลังกลับเพื่อจะรีบไปยังที่พัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูห้องทำงานของรินรดาก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกกระทบกัน *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* “ยินดีด้วยศิลา... นายได้เริ่มเกมที่ไม่มีวันจบแล้ว” เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังลอดผ่านบานประตูเข้ามา ไม่ใช่เสียงของคนธรรมดา แต่มันคือเสียงของคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน… เสียงของพ่อเขาเอง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดนี้ไปด้วยกันครับ - ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%