อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 3

พบคนแปลกหน้า

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“ถ้าแกเปิดประตูบานนั้นออกไป ความตายจะไม่ใช่แค่คำนิยาม แต่มันจะเป็นแขกรับเชิญคนเดียวที่นั่งรอแกอยู่ที่ปลายทาง” เสียงนั้นยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของศิลา ราวกับเข็มหมุดนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเยื่อแก้วหู มันไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือคำพิพากษาที่ดึงเอาความทรงจำอันมืดมิดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ตลอด 20 ปีขึ้นมาหายใจอีกครั้ง ศิลากระชากบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าออกอย่างแรงจนมันกระแทกกับผนังปูน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ความมืดสลัวในโถงทางเดินของอพาร์ตเมนต์ราคาถูกไม่ช่วยให้เขามองเห็นอะไรนอกจากเงาตะคุ่มที่ไหวระริกตามแสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ ไม่มีร่างของใคร ไม่มีร่องรอยของการมีอยู่ มีเพียงกลิ่นอายจางๆ ของยาสูบกลิ่นฉุนกึก... กลิ่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยใช้ก่อนหายสาบสูญไปพร้อมกับคดีเพลิงไหม้ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง “นายกำลังหายใจแรงเกินไป ศิลา” เสียงใสเย็นเยียบที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลัง ศิลาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณดิบในกายสั่งให้เขาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมปะทะ แต่เมื่อเห็นใบหน้าภายใต้แสงไฟสลัว เขาก็ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับที่ความตึงเครียดไม่ได้ลดน้อยลงเลย รินรดายืนกอดอกพิงกำแพง ดวงตาคมปลาบของเธอจ้องมองเขาผ่านแว่นกรอบบาง ราวกับกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดเผยความลับทุกหน้ากระดาษ เธอสวมชุดเทรนช์โค้ทสีเข้มที่ดูขัดกับสภาพตึกโทรมๆ แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง มือขวาของเธอถือแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำแน่น ราวกับมันคืออาวุธชิ้นเดียวที่จะปกป้องเธอได้ในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ “เธอมาทำอะไรที่นี่ รินรดา?” ศิลาเค้นเสียงถาม ความสงสัยแล่นริ้วขึ้นมาในอก “และเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” “คำถามแรกน่ะไม่สำคัญเท่าคำถามที่ว่า... นายยังไม่เข็ดอีกเหรอ?” รินรดาขยับตัวก้าวเข้ามาหาเขา จังหวะการเดินของเธอเงียบเชียบและมั่นคง “เสียงที่นายเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้ มันไม่ใช่ผีที่ไหนหรอกศิลา แต่มันคือน้ำเสียงของความโลภที่ไม่มีวันตาย” “ฉันจำเสียงพ่อได้!” ศิลาสวนกลับ เสียงของเขาเข้มขึ้นจนสั่นพร่า “เขาบอกว่านี่คือเกม... และฉันคือคนเดียวที่จบมันได้” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน “เกมงั้นเหรอ? นายเรียกสิ่งที่พรากคนทั้งครอบครัวไปว่าเกมงั้นหรือศิลา นายกำลังมองผ่านรอยจารึกที่เจ้าสัวบูรพาสร้างขึ้นด้วยความหวังอันเปราะบาง นายไม่ได้กำลังตามหาความจริง นายกำลังเดินเข้าหากองเพลิงด้วยตัวเองต่างหาก” เธอขยับเข้ามาใกล้จนศิลาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกสงบอย่างประหลาดในท่ามกลางพายุอารมณ์ เธอวางแฟ้มหนังลงบนโต๊ะไม้ผุพังใกล้ตัว ก่อนจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็นรูปถ่ายขาวดำที่มีรอยไหม้เกรียมที่มุมภาพ ในนั้นคือรูปของชายสองคนที่ยืนอยู่ในเหมืองเก่าที่ถูกปิดตาย ชายคนหนึ่งคือพ่อของเขา ส่วนอีกคน... คือคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถลีมูซีนหรูที่จอดอยู่หน้าตึกนี้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ศิลาชะงัก สายตาจับจ้องไปที่คนในรูป “เจ้าสัวบูรพา?” “เลิกตามหาความจริงเถอะศิลา” รินรดาคว้าข้อมือเขาไว้ แรงบีบของเธอนั้นแน่นและหนักแน่น “ถ้าการเป็นคนโง่ที่ยังมีชีวิตอยู่มันง่ายกว่าการเป็นฮีโร่ที่ถูกฝังอยู่ในหลุมศพที่ไม่ระบุชื่อ นายก็จงเลือกทางนั้นซะ” “เธอรู้อะไรมาใช่ไหม?” ศิลาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น “เธอไม่ได้มาเตือนฉันเพราะความเป็นห่วงธรรมดา เธอมาเพราะเธอกลัว... กลัวว่าถ้าฉันรู้ความจริง เธอก็จะสูญเสียอำนาจต่อรองที่เธอมีอยู่ในมือด้วย” รินรดาชะงักไปชั่วขณะ เงาในดวงตาของเธอวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัดผ่าน ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม เธอปล่อยข้อมือเขาแล้วเดินไปที่หน้าต่าง บานกระจกที่แตกร้าวสะท้อนภาพถนนด้านล่างที่มีรถสีดำสนิทสามคันจอดเรียงรายอยู่ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มรอเหยื่อ “ฉันเตือนนายแล้วศิลา” เธอพึมพำ น้ำเสียงแฝงด้วยความโศกเศร้าที่เขายังตีความไม่ออก “ความจริงมันไม่ได้งดงามเหมือนในตำนานที่นายเคยอ่านหรอก มันเต็มไปด้วยเลือด คราบน้ำตา และรอยจารึกที่ถูกลบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปกปิดความชั่วร้ายของคนเพียงคนเดียว” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากโถงบันได เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นปูนจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงการมาเยือนของกลุ่มคนที่ไม่ได้มาเพื่อเจรจา ศิลาหันขวับไปทางประตู หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ “พวกมันมาแล้ว” รินรดากระซิบพลางหันกลับมามองเขา สายตาของเธอในตอนนี้ไม่มีความกลัวเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นบางอย่างที่ศิลาเพิ่งเคยเห็น “ถ้าอยากรู้ความจริงขนาดนั้น ก็เอาแฟ้มนี้ไป แล้วกระโดดออกทางหน้าต่างนั่นซะ... แต่อย่าหันกลับมามองฉัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” ศิลายังไม่ทันได้อ้าปากถาม ประตูห้องก็ถูกถีบจนพังครืนเข้ามา ชายร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิทกรูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาถึงกับหยุดหายใจไม่ใช่พวกนักฆ่าเหล่านั้น หากแต่เป็นชายแก่ผู้มีใบหน้าเรียบเฉยที่เดินตามหลังเข้ามา เจ้าสัวบูรพายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น สายตาของเขาไม่ได้มองศิลา แต่มองข้ามไหล่ของเขาไปทางรินรดา ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ดูเย็นเยือกจนศิลาขนลุกไปทั่วร่าง “ดูเหมือนว่าหนอนตัวน้อยจะพาแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเจอกันจนได้นะ... รินรดา” เจ้าสัวกล่าวพลางตบมือเบาๆ “แล้วไหนล่ะ... ของที่ฉันสั่งให้เธอไปหามา? หรือว่าเธอตั้งใจจะเก็บไว้ให้ไอ้เด็กนี่เป็นของดูต่างหน้าก่อนที่มันจะกลายเป็นศพ?” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในโลกของ "เงามายาใต้รอยจารึก" แล้วพบกันตอนหน้าครับ - ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%