อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 4

รอยร้าวในอดีต

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“โยนมันลงไปในกองไฟ... ของชิ้นนั้นไม่มีค่าพอจะให้ใครต้องเอาชีวิตมาทิ้ง” เสียงทุ้มต่ำของเจ้าสัวบูรพาสั่นสะเทือนในอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอความตาย รินรดาเบิกตากว้าง เธอไม่ได้ขยับตัว แต่ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกลับกำวัตถุเย็นเยียบในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด บรรยากาศภายในห้องทำงานหรูหราของเจ้าสัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับผนังห้องกำลังขยับบีบเข้ามาหาพวกเขา ศิลายืนนิ่งอยู่ข้างหลังรินรดา ร่างกายของเขาตึงเครียดราวกับเสือที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่คอหอยของเจ้าสัวทุกเมื่อ แต่สายตาของเขาในวินาทีนี้ไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของอีกฝ่าย ดวงตาของเขากำลังพร่ามัว เสียงในหัวเริ่มอื้ออึง—ไม่ใช่เสียงของเจ้าสัว แต่เป็นเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะปรี๊ดและเสียงกรีดร้องที่ไกลออกไป *‘ศิลา... วิ่งไป! อย่าหันกลับมามอง!’* “คุณศิลา?” รินรดาเรียกเบาๆ พร้อมกับขยับตัวมาบังสายตาของเขาไว้ เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่แผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่ม ร่างกายของศิลากำลังสั่นเทา เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานนี้เย็นจัด “ผมถาม... ว่าของอยู่ที่ไหน” เจ้าสัวบูรพาก้าวเข้ามาหาช้าๆ รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *ตึก... ตึก...* เหมือนเสียงเคาะโลงศพ ศิลาไม่ตอบ เขากัดฟันแน่น ภาพในหัวเริ่มฉายชัดขึ้นเป็นฉากๆ—เปลวเพลิงสีส้มแดงที่ตวัดเลียผืนฟ้าค่ำคืน กลิ่นไหม้ของกระดาษเก่าและกลิ่นเนื้อที่ถูกย่างสดลอยมาแตะจมูกอย่างถนัดชัดเจน เขาเห็นมือเล็กๆ ของตัวเองกำลังกอดกล่องไม้ใบหนึ่งไว้แน่นขณะวิ่งฝ่ากลุ่มควัน “ผมจำได้แล้ว...” เสียงของศิลาแหบพร่าคล้ายคนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่ยาวนานนับสิบปี เจ้าสัวบูรพาชะงักฝีเท้า มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มสมเพช “จำได้งั้นรึ? ความทรงจำที่ฉันอุตส่าห์ฝังกลบให้ลึกถึงนรกนั่นน่ะนะ? หึ... น่าขำที่แกยังโง่เง่าพยายามขุดมันขึ้นมา ในเมื่อแกรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่แกตามหา คือต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งตระกูลแกต้องมอดไหม้ไปกับกองเพลิงในคืนนั้น” รินรดาหันขวับไปมองศิลา ใบหน้าของเขาตอนนี้ซีดเผือดดุจคนตาย ดวงตาที่เคยนิ่งสงบกลับมีร่องรอยของความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้ถูกเจ้าสัวคุกคามอีกต่อไป แต่เขากำลังถูกความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกัดกินจากภายใน “คืนนั้น... ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นคุณ” ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน เขาพุ่งตัวไปคว้าคอเสื้อเจ้าสัวบูรพาอย่างรวดเร็วจนบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่มุมห้องตั้งตัวไม่ติด ปืนกระบอกสีดำเงาวับถูกชักออกมาจ่อที่ขมับของเขาในทันที “ยิงสิ” เจ้าสัวบูรพาแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของศิลา “ยิงฉันให้ตาย แล้วแกจะไม่มีวันรู้เลยว่าคนสุดท้ายที่รอดชีวิตจากกองเพลิงคืนนั้น... ตอนนี้กำลังยืนหายใจอยู่ที่ไหน” คำพูดนั้นหยุดมือของศิลาไว้ได้สนิท บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้กับปีศาจในใจตนเอง รินรดารีบดึงแขนเขาไว้ เธอรู้ดีว่าหากศิลาทำพลาดเพียงนิดเดียว ทุกอย่างที่พยายามสืบเสาะมาจะสูญสิ้นลงทันที “ศิลา พอเถอะ...” รินรดากระซิบ น้ำตาคลอเบ้า “เรายังไม่มีหลักฐานพอที่จะแลกกับชีวิตคุณ” ศิลาค่อยๆ ปล่อยมือจากคอเสื้อเจ้าสัวบูรพา ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงเล็กน้อยเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาทั้งคืน เขาถอยหลังออกมายืนข้างรินรดา สายตายังคงจับจ้องไปที่เจ้าสัวด้วยความเคียดแค้นที่ยากจะบรรยาย “ผมจะเอาของชิ้นนั้นมาให้คุณ” ศิลาพูดเสียงเรียบเย็น “แต่ต้องแลกกับสิ่งที่ผมต้องการ... ความจริงทั้งหมดของคืนนั้น และชื่อของผู้ที่บงการเรื่องทั้งหมด” เจ้าสัวบูรพาปัดเสื้อสูทให้เรียบดังเดิม เขามองดูหนุ่มสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเยาะเย้ย “หึ... ได้สิ ฉันจะรอ... แต่บอกไว้ก่อนนะศิลา ว่าในโลกนี้ไม่มีความลับไหนที่ไม่มีราคาที่ต้องจ่าย และราคาที่แกต้องจ่ายในคืนนี้... มันอาจจะแพงเกินกว่าที่แกจะรับไหว” หลังจากทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานของเจ้าสัว บรรยากาศภายนอกดูเงียบเหงาและเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม ศิลาทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงทางเดินที่ไร้ผู้คน เขายกมือขึ้นกุมขมับ ภาพในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยืนมองบ้านทั้งหลังกำลังถูกเปลวไฟกลืนกิน... และเงาของใครบางคนที่ยืนถือไม้ขีดไฟทิ้งลงบนผืนพรม ทันใดนั้น รินรดาที่ยืนมองเขาอยู่อย่างเป็นห่วงก็ชะงักกึก เธอหยิบซองจดหมายเก่าคร่ำคร่าที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา มันเป็นของที่เธอแอบฉกฉวยมาได้จากลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าสัวก่อนจะเดินออกมา เมื่อเธอเปิดซองจดหมายนั้นออก มือของเธอก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนกระดาษร่วงหล่นลงพื้น ศิลาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ แสงไฟสลัวจากเพดานส่องลงมาที่ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น—มันไม่ใช่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือแผนผังใดๆ แต่มันคือภาพถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งที่ถ่ายไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน ในภาพนั้นคือเจ้าสัวบูรพาที่กำลังโอบไหล่ใครบางคนอยู่หน้ากองไฟ... คนที่ใบหน้าซีกหนึ่งถูกเปลวไฟเผาผลาญจนเสียโฉม แต่ดวงตานั้น... มันคือดวงตาคู่เดียวกับที่ศิลาเห็นในกระจกทุกเช้า “นี่มัน...” รินรดาเสียงสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ศิลา... ภาพนี้... นี่มันคือรูปถ่ายของคุณกับเขา” ก่อนที่ศิลาจะทันได้หยิบภาพขึ้นมาดู ไฟในโถงทางเดินทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่วิ่งกรูเข้ามาจากทางด้านหลัง ทั้งคู่หยุดชะงักเมื่อเห็นปลายกระบอกปืนจำนวนนับสิบจ่อเข้ามาในความมืด พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า “ฉันลืมบอกไป... ว่านอกจากของที่ฉันสั่งแล้ว ฉันยังสั่งให้คนจัดการ ‘กำจัด’ ของดูต่างหน้าที่ไม่จำเป็นทิ้งด้วย” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวในอดีตครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%