คราบน้ำมันเครื่องสีดำสนิทที่หยดลงบนพื้นปูนซีเมนต์เก่าๆ ไม่ได้สะท้อนเงาของท้องฟ้า แต่มันสะท้อนความจริงที่ศิลากำลังตระหนักในวินาทีนี้—เงาสะท้อนที่ทาบทับอยู่บนกระจกมองข้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่ใช่เงาของเขาเอง
คำพูดของรินรดาจากสายโทรศัพท์เมื่อคืนยังคงก้องกังวลอยู่ในโสตประสาท *“ฉันลืมบอกไป... ว่านอกจากของที่ฉันสั่งแล้ว ฉันยังสั่งให้คนจัดการ ‘กำจัด’ ของดูต่างหน้าที่ไม่จำเป็นทิ้งด้วย”*
ประโยคที่ดูเผินๆ เหมือนคำสั่งจัดการเอกสารธรรมดา แต่ในโลกใต้พรมของเจ้าสัวบูรพา มันคือรหัสสั่งตาย ประโยคบอกกล่าวที่มาพร้อมกับเสียงคลิกเบาๆ ของไกปืน
ศิลาชะลอฝีเท้าลงบนทางเท้าแคบๆ ย่านเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี กลิ่นอับชื้นของน้ำคลองผสมกับกลิ่นควันธูปจากศาลเจ้าข้างทางลอยอวลในอากาศ ฝ่ามือหนากำสายสะพายเป้แน่นจนข้อต่องอขาว เขาแกล้งทำทีเป็นหยุดยืนพิจารณาร้านขายหนังสือมือสองที่มีฝุ่นหนาเตอะ แต่สายตาคมกริบกลับกวาดมองผ่านกระจกเงาตัดหมอกที่แขวนอยู่หน้าร้าน
ห่างออกไปสามช่วงตึก... ร่างในชุดฮู้ดสีเทาเข้มที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ปีกหมวกแกดจتจงหยุดเดินเช่นกัน
*มันไม่ได้เพิ่งมาเริ่ม* ศิลาบอกตัวเอง หัวใจเต้นช้าลงแต่หนักหน่วงราวกับกลองศึก ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากมุมมืดที่เขาแบกรับมาตั้งแต่เด็กแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าออกจากธรณีประตูห้องพักในย่านชานเมือง เงาปริศนานี้ก็ทอดทับตามหลังเขามาเป็นระยะทางกว่าห้ากิโลเมตร ไม่ใกล้จนน่าสงสัย และไม่ไกลจนหลุดพ้นจากรัศมีสายตา
"ไอ้หนู จะดูหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า? ฝุ่นมันเยอะนะ" เสียงแหบแห้งของชายชราเจ้าของร้านดังขึ้นแทรกความคิด ศิลาเหลือบมองเพียงเสี้ยววินาที
"ไม่ครับ... แค่หาแรงบันดาลใจ" ศิลาตอบเสียงเรียบ ลมหายใจพ่นไอสีขาวจางๆ ออกมาในอากาศยามบ่ายที่เริ่มคล้อยต่ำ
เขาตัดสินใจเลี้ยวหักมุมเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่เชื่อมระหว่างตึกแถวโบราณ ตรอกนี้กว้างไม่ถึงสองเมตร พื้นทางเดินปูด้วยอิฐมอญแดงที่สึกกร่อนตามกาลเวลา ผนังปูนด้านข้างชื้นแฉะและเต็มไปด้วยราดำ เป็นเส้นทางลัดที่คนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะรู้จักรอดผ่านไปยังถนนใหญ่อีกสาย
ศิลาเร่งฝีเท้าขึ้น เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบกับพื้นอิฐดังเป็นจังหวะก้องไปทั่วซอกตึกที่เงียบสงบ เขี้ยวเล็บแห่งความระแวงถูกลับให้คมกริบในความเงียบ เสียงฝีเท้าที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่มีแค่ของเขาเอง
*ก๊อบ... แก๊บ... ก๊อบ...*
จังหวะฝีเท้าด้านหลังก้าวตามมาติดๆ เร่งขึ้นตามสปีดของเขา ปลายทางของตรอกนี้คือทางตันที่มีเพียงบันไดหนีไฟเก่าๆ ของอาคารพาณิชย์ร้าง ศิลารู้ดีว่าเขาเลือกมุมอับ แต่อีกฝ่ายก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่าเหยื่อที่ถูกไล่ล่าจะจงใจเดินเข้าสู่กรงขังเพื่อพลิกสถานการณ์
เมื่อพ้นมุมโค้งสุดท้าย ศิลาไม่ลังเลที่จะพุ่งตัวเข้าไปหลบหลังเสาปูนขนาดใหญ่ของตึกร้าง ร่างสูงแนบชิดกับผนัง ลมหายใจถูกผ่อนเข้าออกอย่างเงียบเชียบที่สุด สัมผัสได้ถึงสัญชาตญาณดิบที่ตื่นตัวทุกอณูขุมขน มือขวาสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตหนา คว้าด้ามเหล็กพกพาชิ้นเล็กๆ ที่เตรียมไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงปากทางเข้าตรอกพอดี
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากท่อระบายน้ำที่ดังติ๋งๆ เป็นระยะ ศิลาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของอากาศ ร่างในฮู้ดสีเทาเดินเลี้ยวเข้ามาด้วยความระมัดระวัง รองเท้าบู้ทหนังส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดเบาๆ บนพื้นอิฐที่ชื้นแฉะ
เงาทอดยาวทาบทับลงบนผนังฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นหยุดยืนอยู่ตรงกลางตรอก หันซ้ายแลขวาเพื่อค้นหาเป้าหมายที่จู่ๆ ก็หายลับไปจากสายตา
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าพุ่งทะยานออกมาจากที่ซ่อนราวกับเสือดาวตะครุบเหยื่อ!
หมัดขวาที่อัดแน่นด้วยแรงอารมณ์และสัญชาตญาณการเอาตัวรอดพุ่งตรงไปที่ลำคอของอีกฝ่ายทันที ทว่า... สิ่งที่ศิลาคาดการณ์ไว้กลับพลิกผันในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย
ร่างในชุดฮู้ดไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางที่สวมถุงมือหนังสีดำยกขึ้นมารับหมัดของเขาได้อย่างแม่นยำราวกับอ่านทางออก แรงปะทะทำให้เกิดเสียงเนื้อกระทบกันหนักหน่วง ศิลาถึงกับต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ ขณะที่อีกฝ่ายไถลถอยหลังไปตามแรงกระแทกเช่นกัน
หมวกฮู้ดหลุดร่วงลงจากศีรษะ เผยให้เห็นเรือนผมสีน้ำเข้มที่รวบไว้ลวกๆ และใบหน้าที่คุ้นเคยเกินกว่าจะคาดคิด
รินรดาหอบหายใจเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองเขานิ่งสนิท ไม่มีแววตาหวาดกลัว มีเพียงประกายความดื้อรั้นและความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"เธอ..." ศิลาค้างมือไว้กลางอากาศ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนระคนตกตะลึง "รินรดา? เธอสะดุดรอยตามฉันทำไม?"
รินรดายกมือขึ้นแตะมุมปากที่มีรอยช้ำจางๆ จากแรงกระแทก เธอยิ้มเยาะเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ศิลาต้องขมวดคิ้วมุ่น "ถ้าฉันไม่ตามนายมา... นายคงไม่รู้หรอกว่า ตอนนี้มีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังสะกดรอยตาม ‘เรา’ ทั้งคู่ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราออกจากบ้านแล้วศิลา"
คำพูดนั้นทำให้ศิลาชะงักกึก เขารีบหันขวับกลับไปมองที่ปากตรอกทางเข้า
แสงแดดยามบ่ายที่เคยสาดส่องเข้ามา บัดนี้ถูกบดบังด้วยร่างของชายฉกรรจ์สวมสูทสีดำสนิทสามคน ยืนปิดกั้นทางออกไว้จนมิด พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของหัวหน้ากลุ่มซึ่งชูโทรศัพท์มือถือหน้าจอเรืองแสงขึ้นมา ปลายสายนั้น... กำลังต่อตรงถึงใครบางคนที่มีอำนาจเหนือชีวิตของพวกเขาทั้งคู่
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปด้วยกันครับ — ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 5
ร่องรอยการสะกดรอย
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!