ปลายสายไม่ได้เอ่ยคำทักทาย รอยยิ้มบนมุมปากของชายฉกรรจ์ชุดดำหัวหน้ากลุ่มกว้างขึ้น จนเผยให้เห็นซี่ฟันสีเหลืองที่ตัดกับความเนี้ยบของสูทราคาแพง เขายื่นสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นมาตรงหน้าศิลา ชนิดที่ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงใต้เสื้อสูทอีกข้างขยับตามจังหวะการหายใจ
"นายท่านอยากฟังเสียงลมหายใจของแก ก่อนที่มันจะกลายเป็นเสียงสุดท้าย" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
ศิลายืนนิ่ง กล้ามเนื้อทุกมัดใต้เสื้อเชิตสีเข้มเกร็งเครียดจนปูดโปน นัยน์ตาคมกริบกวาดมองทางหนีทีไล่ในห้องสมุดเก่าแก่แห่งนี้ แสงไฟนีออนสีส้มสลัวสาดส่องลงบนสันจมูกโด่งเป็นสัน รินรดาขยับเข้ามาใกล้ แผ่นหลังของเธอแนบชิดติดกับไหล่กว้างของเขา ฝ่ามือเย็นเฉียบของหญิงสาวสั่นเทาเล็กน้อยแต่นิ้วมือยังคงกำกล่องดนตรีไม้สักทองแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
ในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาไม่ได้ฟังเสียงปลายสาย เขากลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำสีเทาที่ปะติดปะต่อไม่ได้แล่นแปลบเข้ามาในสมดั่งสายฟ้าฟาด บาดแผลเป็นที่ฝ่ามือซ้ายเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง เป็นความเจ็บปวดที่คุ้นเคย... ความเจ็บปวดจากอดีตที่เจ้าสัวบูรพาคือผู้ฝังมันไว้
"วางสายซะ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทรงพลังพอที่จะทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสามชะงักไปชั่วขณะ
"อวดดี..." หัวหน้าชุดดำแค่นหัวเราะ พยักเพยิดให้ลูกน้องขยับปิดล้อม
แต่ก่อนที่เสียงคำสั่งฆ่าจะหลุดออกจากปากของมัน ศิลาก็พุ่งตัวออกไปราวกับเสือดาวที่หลุดจากกรง มือหนาคว้ากองหนังสือประวัติศาสตร์โบราณน้ำหนักมากบนโต๊ะข้างตัวแล้วซัดใส่หน้าอกของชายคนแรกเต็มแรง แรงปะทะทำให้มันหงายหลังล้มกระแทกชั้นหนังสือ เสียงกระดาษและสันหนังสือร่วงหล่นระเนระนาด
"ริน! ไป!" ศิลาคำรามลั่น
รินรดารวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมด เธอไม่ลังเลที่จะวิ่งฝ่าความโกลาหลไปยังประตูห้องลับด้านหลังชั้นหนังสือบานเลื่อน ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเพิ่งค้นพบกล่องดนตรีใบนี้เมื่อไม่กี่นาาทีก่อน เสียงฝีเท้าหนักอึ้งของชายชุดดำอีกสองคนไล่หลังมาติดๆ ศิลาหมุนตัวกลับ ใช้สันมือฟาดเข้าที่หลอดลมของคนที่วิ่งนำหน้ามาอย่างแม่นยำ ร่างนั้นทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นสำลักอากาศอย่างรุนแรง
ทว่า หัวหน้ากลุ่มที่ตั้งตัวได้ทันชักอาวุธปืนพกสั้นติดลำกล้องยาวเล็งตรงมาที่แผ่นหลังของศิลา
*ปัง!*
กระสุนเจาะเฉียดหัวไหล่ขวาของศิลาไปฝังเข้ากับชั้นไม้จนเศษไม้กระจาย รสชาติเค็มปร่าของเลือดตีตื้นขึ้นมาในปาก แต่ศิลายังคงกัดฟันพุ่งเข้าประชิดตัว ชกหมัดขวาเข้าที่ปลายคางของมันอย่างสุดแรงเกิด จนร่างของมือสังหารลอยกระเด็นไปกระแทกกับผนัง หมดสติคาที่
ห้องสมุดกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ ศิลาทรุดตัวลงพิงชั้นหนังสือ บาดแผลที่ไหล่เริ่มมีเลือดสีเข้มซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาเป็นวงกว้าง
"ศิลา! คุณเลือดออก..." รินรดารีบวิ่งกลับมา ใบหน้าหวานซีดเผือด สองมือพยายามฉีกชายเสื้อของตัวเองเพื่อนำมาพันแผลห้ามเลือดให้เขา
"ผมไม่เป็นไร..." ศิลาฝืนยิ้มบางๆ สายตาคมกริบก้มลงมองกล่องดนตรีไม้สักทองในมือของหญิงสาว "เปิดมันเถอะริน ก่อนที่พวกมันชุดใหญ่จะมาถึง"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนั่งลงบนพื้นพรมเก่าคร่ำคร่า นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเอื้อมไปสัมผัสกับลวดลายแกะสลักรูปดอกกุหลาบพันปีบนฝากล่อง ตามบันทึกและรหัสลับที่เธอถอดความได้จากสมุดบันทึกของคุณตา การไขกล่องนี้ไม่ได้ใช้กุญแจธรรมดา แต่ต้องหมุนเฟืองตามจังหวะโน้ตเพลงที่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ตระกูลบูรพา
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ บรรจงหมุนกลไกด้านข้างกล่อง
*คลิก... กริ๊ก... ตึ้ง*
เสียงกลไกภายในดีดตัวอย่างแผ่วเบา ฝากล่องดนตรีไม้สักค่อยๆ เด้งเปิดออกด้วยตัวเอง เสียงเพลงบรรเลงกล่อมเด็กโบราณที่แสนโศกเศร้าและวังเวงดังขึ้นกังวานในความเงียบ ทว่า สิ่งที่อยู่ภายในกล่องกลับไม่ใช่เพียงแค่ลานสปริงหรือตุ๊กตาไขลาน แต่มันคือช่องลับก้นกล่องที่ถูกยกขึ้นด้วยแรงแม่เหล็กเผยให้เห็นวัตถุชิ้นเล็กๆ สีเงินวาววับ
กุญแจดอกเล็ก... ที่ทำจากแพลทตินั่วแท้ หัวกุญแจสลักตราวารสารรูป "มังกรคาบดาบ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลเก่าแก่ที่สูญหายไปนานกว่าสามสิบปี
รินรดากลั้นหายใจ หยิบกุญแจดอกนั้นขึ้นมา มันเบาหวิวในอุ้งมือ แต่ทว่ากลับมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์และอำนาจมืดที่หนักอึ้งจนน่ากลัว
"นี่มัน... กุญแจตู้เซฟนิรภัยของธนาคารมหานคร สาขาใหญ่..." รินรดากระซิบเสียงสั่น เงามืดจากอดีตกำลังทาบทับลงมาบนตัวพวกเขาอีกครั้ง "ธนาคารที่ถูกปิดตายด้วยคดีฆาตกรรมหมู่เมื่อสามสิบปีก่อน... คดีที่คุณพ่อของคุณเกี่ยวข้อง"
ศิลารับกุญแจดอกนั้นมาถือไว้ สัมผัสเย็นเฉียบของแพลทตินั่มวิ่งพล่านไปทั่วปลายนิ้ว ทันใดนั้น ภาพความทรงจำที่ขาดหายไปก็กระชากวูบเข้ามาในหัว เสียงกรีดร้อง เปลวเพลิง และกลิ่นควันไฟ... ภาพของเด็กชายคนหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่หน้าตู้เซฟเหล็กขนาดมหึมา
เขารู้แล้วว่าต้องไปที่ไหน และรู้ด้วยว่าความจริงอันดำมืดรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้น
ทว่า ก่อนที่ศิลาจะทันได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็ดังสนั่นก้องมาจากโถงทางเดินด้านนอก เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นปูนดังระรัวใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายจากการถูกทุบทำลายจากภายนอก พวกมันไม่ได้มาแค่สามคน... เจ้าสัวบูรพา ส่งกองกำลังนับสิบชีวิตมาปิดล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ทั้งหมดแล้ว
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดา แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวไร้ความกลัว มือข้างหนึ่งกำกุญแจแพลทตินั่มไว้แน่นจนฝ่ามือชุ่มโชกไปด้วยเลือดผสมเหงื่อ ขณะที่มืออีกข้างกระชับปืนพกที่แย่งมาจากชายชุดดำขึ้นมาขึ้นลำกล้องเตรียมพร้อม
ในจังหวะที่ประตูไม้บานใหญ่กำลังถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทกจากด้านนอก แสงไฟฉายสาดส่องตัดผ่านความมืดเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ประชิดหน้าประตู รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเงาร่างหนึ่งที่สะท้อนผ่านกระจกเงาด้านข้าง ไม่ใช่ชายชุดดำของเจ้าสัวบูรพา... แต่เป็นชายชราในชุดสูทโบราณผู้หนึ่ง ที่ก้าวทะลุกรอบหน้าต่างเข้ามาอย่างไร้เสียง พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทักทายศิลาด้วยประโยคสั้นๆ ว่า
"หลานปู่... ในที่สุดเราก็ได้พบกัน"
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ดรากอนไรเดอร์*
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 6
กล่องดนตรีปริศนา
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!