กลิ่นคาวสนิมที่อบอวลอยู่ในอากาศบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท พอๆ กับความปวดร้าวที่แล่นพล่านอยู่เบื้องหลังดวงตา ศิลาลืมตาขึ้น—ไม่ใช่เพราะแสงแดด แต่เพราะเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นไม้ดัง 'ติ๋ง... ติ๋ง...' เป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย
เขายันกายขึ้นจากพื้นห้องเช่าที่คับแคบและอับชื้น เพดานห้องมีคราบน้ำตาลเป็นวงกว้างราวกับแผนที่ของดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก มือขวาของเขาสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะหน้าผาก... ผิวหนังเหนอะหนะด้วยหยาดเหงื่อที่เย็นเฉียบ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ที่นี่คือที่ไหน หรือทำไมหัวใจของเขาถึงเต้นเร็วจนเหมือนจะทะลุออกมาจากอกเพียงเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนเดินผ่านหน้าห้องไป
ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความระแวง สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขา 'ซ่อน' ตัว แต่เขาไม่มีที่ให้ซ่อน นอกจากมุมมืดที่แคบที่สุดของห้อง สายตาเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ขาเดียวที่โยกเยก
เขาคว้ามันขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังจับวัตถุต้องคำสาป หน้ากระดาษเหลืองกรอบมีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้มเพียงคำเดียวบนหน้าแรก
*‘ศิลา’*
“ศิลา...” เขาพึมพำ ชื่อนี้ไม่ได้ทำให้ความจำกลับมา แต่มันกลับกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง—ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาผ่านกระจกเงาที่แตกละเอียด เขาลุกขึ้นเดินไปที่กระจกเงาบานเก่าที่มุมห้อง สภาพของมันมัวซองจนมองเห็นเพียงเงาร่างเลือนลางของชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันกรามข้างซ้าย
นั่นไม่ใช่ใบหน้าของคนแปลกหน้า แต่มันคือใบหน้าของคนที่เคย 'ตาย' ไปแล้วครั้งหนึ่ง
เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปเห็นรอยเลือดเป็นปื้นที่ขอบหน้าต่าง มันยังไม่แห้งสนิทดี ราวกับเจ้าของเลือดเพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ศิลาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของสติสัมปชัญญะ เขาจำไม่ได้ว่าใครทำร้ายเขา แต่เขารู้สึกถึงรอยสักรูปมังกรที่พันธนาการอยู่บนข้อมือซ้าย... รอยสักที่ดูเหมือนจะร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อเขาสัมผัสรอยเลือดนั้น
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการเคาะ ศิลาคว้าเศษไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวเป็นอาวุธ สัญชาตญาณนักสู้ในตัวเขาตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
“วางมันลงซะ ศิลา”
หญิงสาวร่างโปร่งในชุดสีเข้มก้าวเข้ามา เธอมีดวงตาที่คมกริบและแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด รินรดา—ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที ราวกับความทรงจำที่ถูกล็อคไว้เพิ่งถูกปลดกุญแจ แต่ความประหลาดใจกลับพุ่งสูงขึ้นเมื่อเขาเห็นสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือ
มันคือกุญแจดอกเดียวกับที่เขามักจะฝันเห็นในฝันร้ายที่จบลงด้วยเปลวเพลิงเสมอ
“เธอเป็นใคร?” ศิลาเค้นเสียงถาม เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นชาจนตัวเขาเองยังตกใจ
รินรดานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้จนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่ในสมุดบันทึกเล่มนั้น “ฉันคือคนที่ต้องทำความสะอาดความผิดพลาดของเธอ... ก่อนที่เจ้าสัวบูรพาจะส่งคนมาเก็บกวาดทุกอย่างที่นี่ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน”
เธอยื่นมือมาข้างหน้า ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับ “เราไม่มีเวลาแล้ว ศิลา ความทรงจำของคุณไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือแผนที่สู่สิ่งที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของคนทั้งเมือง... หรือทำลายมันให้สิ้นซาก”
ศิลาหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า เขาไม่ไว้ใจเธอ แต่ทุกเสี้ยวของจิตวิญญาณกลับสั่งให้เขาเชื่อ—ไม่ใช่เพราะความไว้ใจ แต่เพราะในแววตาของรินรดา เขาเห็นเงาสะท้อนของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ในบ้านที่ถูกเผาวอดเมื่อยี่สิบปีก่อน
เขาวางเศษไม้ในมือลง กำปั้นแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำที่กระจัดกระจายเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย
ขณะที่ศิลากำลังจะเอ่ยปากถามถึง 'เจ้าสัวบูรพา' รินรดากลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น นิ้วเรียวยาวของเธอชี้ไปที่กระจกเงาบานเก่าที่เขาเพิ่งส่องเมื่อครู่
เงาในกระจกไม่ได้ขยับตามเขา แต่มันกลับกำลังแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว พร้อมกับขยับปากพูดโดยไม่มีเสียงว่า *‘ยินดีต้อนรับกลับสู่ขุมนรก’* ก่อนที่รอยร้าวบนกระจกจะลามเลียไปทั่วแผ่นราวกับใยแมงมุมที่กำลังกลืนกินความจริงที่เหลืออยู่
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางสู่ปมปริศนาไปกับผม ดรากอนไรเดอร์ครับ
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 1
ภาพสะท้อนในกระจกเงา
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!