“ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นของการชำระหนี้ที่แกติดค้างไว้มานานเกินพอแล้ว เจ้าสัว”
เสียงนั้นแหบพร่า ทว่ากังวานราวกับเสียงหินกระทบกันในหุบเขาที่ไร้ซึ่งสรรพชีวิต เจ้าสัวบูรพาชะงักมือที่กำลังประคองแก้วบรั่นดีราคาแพง ความเย็นเยียบแล่นปราดขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เขาไม่ได้หันกลับไปทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่แฝงตัวอยู่ใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“ศิลา... ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าก้าวเข้ามาถึงห้องทำงานชั้นบนสุดของฉันด้วยวิธีหมาลอบกัดแบบนี้” เจ้าสัวแค่นยิ้ม วางแก้วลงบนโต๊ะไม้สักทองอย่างแช่มช้า “นึกว่าแกจะฉลาดพอที่จะหนีไปให้ไกลจากเมืองนี้เสียอีก”
ในเงามืดมุมห้อง ศิลาปรากฏตัวขึ้น เขาไม่ได้เดินออกมาด้วยท่าทีของผู้บุกรุก แต่ย่างกรายออกมาด้วยจังหวะที่มั่นคงราวกับจ้าวป่า ดวงตาสีเทาขุ่นมัวของเขามิได้สะท้อนแสงไฟจากแชนเดอเลียร์แม้แต่น้อย มันดูคล้ายหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง บาดแผลเป็นที่ข้างแก้มของเขาดูเด่นชัดขึ้นภายใต้แสงสลัว สื่อถึงร่องรอยของความเจ็บปวดที่เขาได้รับมาตลอดหลายปี
รินรดาซึ่งยืนหลบอยู่หลังบานประตูห้องโถงด้านนอก ได้แต่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอเห็นศิลาในสภาพที่ต่างไปจากเดิม ราวกับว่าตัวตนที่เคยอ่อนโยนและสับสนคนนั้นได้ถูกขังไว้ในกรงลึกๆ และถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่ไร้ความปรานี
“หนีหรือ?” ศิลาทวนคำพลางหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเฉียบ “ทำไมต้องหนีในเมื่อความทรงจำที่ฉันตามหา... มันถูกขังอยู่ใต้รอยเท้าของแกทั้งหมด บูรพา แกพรากครอบครัวฉันไป แกพรากตัวตนของฉันไป และวันนี้... แกกำลังจะพรากชีวิตของแกเองไปเพื่อปิดบัญชีนี้”
เจ้าสัวบูรพาไม่ได้สะทกสะท้าน เขากดปุ่มใต้โต๊ะทำงานเพียงเบาๆ พลันนั้นเอง บานประตูเหล็กกล้าที่ซ่อนอยู่ในผนังก็เลื่อนปิดลง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนที่กรูกันเข้ามาจากประตูทางลับอีกด้าน
“แกคิดว่าแกเก่งกว่าคนเป็นร้อยหรือไง?” เจ้าสัวยืดตัวขึ้นเต็มความสูง แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรม แต่มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจ และตอนนี้อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือฉัน... กำจัดมันซะ อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก”
เสียงปืนเก็บเสียงดัง ‘พึ่บพั่บ’ ติดต่อกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้คนในห้องต้องเบิกตากว้าง ศิลาไม่ได้หลบวิถีกระสุนด้วยการวิ่งหนี แต่เขากลับเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่ประหลาดและรวดเร็วจนตาเปล่าแทบมองไม่ทัน ราวกับเขาสามารถคาดเดาทิศทางของวิถีกระสุนได้ล่วงหน้า เขาเอียงตัวหลบพริ้วไหวราวกับสายน้ำ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวชายฉกรรจ์คนแรกด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นสลับกับเสียงร้องที่ถูกกลบด้วยความเงียบ ศิลาไม่ได้ใช้อาวุธ เขาใช้เพียงมือเปล่าที่เต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาล ทุกหมัด ทุกการปัดป้อง เต็มไปด้วยความแม่นยำและดุดัน รินรดามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ศิลาที่เธอเคยรู้จัก นี่คือร่างของคนที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของขีดจำกัดไปแล้ว
“นี่แก... แกไม่ใช่คนแล้ว!” หนึ่งในชายฉกรรจ์ตะโกนด้วยความหวาดกลัวก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น
ศิลาหยุดยืนอยู่กลางห้อง ร่างกายของเขามีรอยถลอกเพียงเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงจ้องมองไปที่เจ้าสัวบูรพาเพียงผู้เดียว แม้กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดจะถูกจัดการจนราบคาบ แต่บรรยากาศในห้องกลับยิ่งกดดันขึ้นไปอีก
เจ้าสัวบูรพาถอยหลังจนชิดกำแพง มือของเขาที่เคยสงบนิ่งเริ่มสั่นเทา เขารู้สึกได้ถึงไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มตรงหน้า มันรุนแรงจนอากาศรอบตัวดูจะเบาบางลง ศิลาค่อยๆ ก้าวเดินไปหาเจ้าสัว เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องห้องทำงานที่กว้างใหญ่ ราวกับเสียงเคาน์ดาวน์ของวาระสุดท้าย
“รู้ไหมเจ้าสัว...” ศิลาหยุดยืนห่างจากเขาไม่ถึงสองก้าว “เหตุผลที่ฉันจำเรื่องในอดีตไม่ได้... ไม่ใช่เพราะสมองฉันถูกทำลายหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันปฏิเสธที่จะจำความโสมมของแก”
ศิลาเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของเจ้าสัวบูรพาแล้วกระชากเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดกัน “แต่ตอนนี้... ฉันจำได้ทุกอย่างแล้ว จำได้ว่าแกทำอย่างไรกับแม่ฉัน จำได้ว่าแกยิ้มอย่างไรตอนที่แกสั่งให้คนเผาทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้ง... แกคิดว่ารอยจารึกใต้ดินนั่นจะปกป้องแกได้ตลอดไปงั้นหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังระงมไปทั่วคฤหาสน์ ทว่ามันไม่ใช่เสียงของศัตรูที่บุกเข้ามา แต่มันเป็นเสียงการระเบิดจากชั้นใต้ดินที่รินรดาเพิ่งจะแอบไปวางระบบทำลายหลักฐานไว้ ศิลาหันไปมองทิศทางนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เจ้าสัวบูรพาถึงกับสิ้นสติไปชั่วขณะ
“ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงไปพร้อมกับชื่อเสียงของแก เจ้าสัว” ศิลาพูดพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เป็นภาพวาดเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะถูกฉีกขาดไปครึ่งหนึ่ง “ก่อนที่แกจะตาย แกต้องดูนี่เสียก่อน... คนที่แกคิดว่าฆ่าไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน ยังมีชีวิตอยู่ และเขากำลังรอแกอยู่ในนรก”
ทว่าก่อนที่ศิลาจะได้ทำอะไรต่อ ประตูห้องทำงานที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนากลับถูกพังเข้ามาจากทางด้านหลัง พร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนในชุดสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยความสง่างาม ดวงตาของเธอนิ่งสนิทจนน่าขนลุก และสิ่งที่อยู่ในมือของเธอคือปืนที่จ่อตรงไปยังศีรษะของศิลา
“ปล่อยมือจากเขาเสีย ศิลา” หญิงคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คุ้นหูอย่างประหลาด “เพราะความจริงที่แกกำลังตามหา... มันอาจจะน่ากลัวกว่าสิ่งที่แกเคยเผชิญมาทั้งหมดเสียอีก”
ศิลาชะงัก ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น เสียงที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต... เสียงของคนที่เขาควรจะเรียกแม่ แต่กลับดูเหมือนจะเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในตอนนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 21
ก้าวข้ามขีดจำกัด
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!