อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 20

คืนวันอันตราย

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“ถ้าคุณยังคิดจะฝืนยิ้มแบบนั้นอยู่ ผมแนะนำให้คุณหัดเอาความมั่นใจไปไว้ที่อื่นเถอะครับรินรดา เพราะในวินาทีที่โซ่ตรวนพวกนี้ล็อกข้อมือคุณ มันไม่มีพื้นที่เหลือให้ความไร้เดียงสาแล้ว” เสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเทาเข้มดังก้องขึ้นในห้องสอบสวนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เหล็ก แสงไฟนีออนเหนือหัวกะพริบถี่จนเกิดเสียงหึ่งๆ ที่บาดประสาท เธอไม่ตอบโต้ ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณ บัดนี้กลับนิ่งสนิทดั่งผืนน้ำที่ไร้คลื่นลม ทั้งที่ในใจของเธอกำลังกรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น “เจ้าสัวต้องการแค่รหัสผ่านที่อยู่ในสมุดบันทึกเล่มนั้น” ชายคนเดิมขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าของเขาแทบจะชิดกับเธอ “คุณก็แค่หญิงสาวที่โชคร้ายไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรจะรู้... บอกมาเถอะครับ ก่อนที่ห้องนี้จะกลายเป็นสถานที่สุดท้ายที่คุณจะได้เห็นโลกภายนอก” รินรดาเงยหน้าขึ้น สบตาอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นชา “คุณเรียกสิ่งที่ฉันรู้ว่าหายนะ แต่สำหรับฉัน... มันคือความจริงที่พวกคุณพยายามจะฝังกลบ” ในจังหวะที่ชายชุดสูทกำลังจะง้างมือขึ้นเพื่อสั่งสอนหญิงสาว ความมืดมิดในมุมอับของห้องกลับไหววูบเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายโลหะที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก *เพล้ง!* หลอดไฟเหนือศีรษะแตกกระจายลงมาเป็นเสี่ยงๆ ความมืดเข้าปกคลุมทันที เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่ไร้เสียงรบกวนดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนที่เสียงเนื้อกระทบเนื้อจะดังขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องอึกอักของชายชุดสูท รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านสายตาเธอไป รวดเร็วราวกับเสือดาวที่ล่าเหยื่อในเงามืด “เงียบไว้” เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างใบหู ศิลาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขาใช้มีดพกขนาดเล็กสอดเข้าไปในแม่กุญแจเหล็กกล้าที่พันธนาการข้อมือของเธออยู่ เพียงไม่กี่วินาที เสียง *คลิก* เบาๆ ก็ดังกังวานขึ้นในโสตประสาท รินรดาเป็นอิสระ แต่เธอยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ศิลาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น มือของเขาสั่นเล็กน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือเขาถ่ายทอดผ่านผิวหนังราวกับจะบอกว่าเขายังคงจดจำเธอได้แม่นยำ แม้ในยามที่ความทรงจำของเขากำลังสับสนวุ่นวาย “ศิลา... คุณ...” “อย่าเพิ่งพูดอะไรทั้งนั้น” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความดุดัน “เจ้าสัววางโครงข่ายไว้รอบตึกนี้หมดแล้ว ถ้าเราก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เราจะไม่มีวันได้เห็นรุ่งเช้าอีก” ทั้งคู่เคลื่อนที่ผ่านความมืดออกไปสู่ระเบียงหลังห้อง ศิลานำทางด้วยความคล่องแคล่วราวกับเขารู้จักผังอาคารนี้เป็นอย่างดี ทั้งที่นี่เป็นฐานลับของเจ้าสัวบูรพาที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้แผนผังมาก่อน รินรดามองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เธอเคยพยายามไขปริศนาชีวิตให้เขา ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าศิลาที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ส่วนตัวตนที่แท้จริงของเขากำลังถูกผลักดันด้วยสัญชาตญาณดิบที่น่าหวาดหวั่น ทันใดนั้น แสงไฟสปอร์ตไลท์สีขาวนวลก็สาดส่องลงมายังระเบียงทางเดินที่ทั้งคู่ยืนอยู่ เสียงฝีเท้าของชายชุดดำนับสิบชีวิตดังใกล้เข้ามาจากทั้งสองฝั่งของระเบียง “นึกว่าจะหนีพ้นงั้นรึ ศิลา?” น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังมาจากด้านบน ร่างของเจ้าสัวบูรพายืนตระหง่านอยู่บนชั้นลอย มือที่สวมแหวนหยกสีมรกตวางทาบบนราวเหล็ก สายตาของเขามองลงมายังศิลาด้วยความสมเพช “ความทรงจำที่หายไปน่ะ มันเป็นพรนะลูกชาย ถ้าแกจำได้ว่าแกเคยทำอะไรลงไปบ้าง แกจะไม่มีวันกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก” ศิลาหยุดฝีเท้า ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความสับสนและความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นในสมอง ภาพของรอยจารึกโบราณสีเลือดซ้อนทับกับใบหน้าของผู้คนที่เขาเคยสังหาร... หรือนั่นอาจจะเป็นเพียงภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นเอง “รินรดา ฟังผมนะ” ศิลาหันมามองหญิงสาว สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของคนธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของนักล่าที่พร้อมจะแลกทุกอย่าง “วิ่งไปที่ประตูทิศตะวันออก ผมวางกุญแจสำรองไว้ใต้พรมเช็ดเท้าหน้าห้องเก็บของ วิ่งไปซะ!” “ไม่! ฉันไม่ทิ้งคุณไว้ที่นี่!” รินรดาตะโกนตอบ มือของเธอคว้าแขนเขาไว้แน่น “ถ้าคุณไม่ไป เราทั้งคู่จะจบเห่กันตรงนี้!” ศิลาแผดเสียงต่ำ “ฟังนะ... ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณพยายามสร้างภาพให้ผมหรอก ในรอยจารึกพวกนั้นมันไม่มีความยุติธรรม มีแต่เลือดกับคำสาป!” เขาสะบัดมือเธอเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำที่กรูเข้ามาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ศิลาไม่ได้ใช้เพียงแค่ทักษะการต่อสู้ แต่เขากำลังใช้ ‘สัญชาตญาณ’ ที่คล้ายกับคนบ้าที่ไร้ความกลัว รินรดามองดูศิลาที่ซัดคู่ต่อสู้ร่วงลงทีละคน แต่ดูเหมือนจำนวนของศัตรูจะไม่มีวันสิ้นสุด ในจังหวะที่ศิลาถูกชายชุดดำคนหนึ่งล็อกคอจากด้านหลัง เจ้าสัวบูรพาก็หัวเราะเบาๆ “ดีมาก... เอาตัวมันมา แล้วฆ่าผู้หญิงคนนั้นทิ้งซะ!” ศิลาเงยหน้าขึ้น เลือดที่ไหลซึมจากหน้าผากเข้าตาของเขาทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นสีแดงฉาน ในหัวของเขา ภาพเหตุการณ์หนึ่งชัดเจนขึ้นมาเหมือนฉายภาพยนตร์—ภาพที่เขาเองนั่นแหละ เป็นคนสลักรอยจารึกนั้นลงบนแผ่นศิลา... ด้วยมือของเขาเอง ทันใดนั้น ศิลาหยุดชะงัก ร่างกายของเขานิ่งแข็งราวกับถูกสาป กลุ่มชายชุดดำชะงักงันด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นศิลาค่อยๆ ยืนนิ่งปล่อยให้คมมีดจ่อที่ลำคอ เขาไม่ได้สู้ต่อ แต่กลับยิ้มออกมา... เป็นยิ้มที่ทำให้รินรดาต้องเย็นวาบไปถึงสันหลัง “เจ้าสัวครับ...” ศิลาเอ่ยเสียงเบา ทว่าก้องกังวานไปทั่วโถง “ท่านลืมไปหรือเปล่าว่าคนเขียนรอยจารึก... ไม่เคยเป็นทาสของมัน” ศิลาเอื้อมมือไปคว้ามีดจากมือศัตรู ก่อนจะปักมันลงที่พื้นด้วยแรงมหาศาลจนพื้นปูนร้าวแยกออกเป็นทางยาว แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้ไฟทั้งอาคารดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่กดทับหัวใจคนทั้งตึก ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากความว่างเปล่า เป็นเสียงที่ศิลาจำได้ดี... เสียงของพ่อของเขาที่ตายไปเมื่อสิบปีก่อน “ลูกรัก... ถึงเวลาชำระแค้นให้เลือดที่รินลงบนหินผานั่นหรือยัง?” รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของศิลาในความมืดที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาขุ่นมัวราวกับศิลาที่ถูกกาลเวลากัดเซาะ และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เขาก็หายตัวไปจากสายตา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้าหาเจ้าสัวบูรพาอย่างเชื่องช้า... โดยที่เจ้าสัวไม่ได้รู้เลยว่า วาระสุดท้ายของเขากำลังมาเยือนถึงตัวแล้ว ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%