อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 19

การทรยศ

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“เงินจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้คุณไม่ต้องมานั่งจมกองเอกสารเก่าๆ ในห้องใต้ดินที่ชื้นแฉะนี่ไปตลอดชีวิต… ว่าอย่างไรล่ะ ‘เมธา’?” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจกดทับบรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของเจ้าสัวบูรพาจนแทบหยุดหายใจ เมธา ชายหนุ่มท่าทางสุขุม ผู้เป็นทั้งมือขวาและเพื่อนสนิทที่รินรดไว้ใจที่สุด ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักทองราคาแพงระยับ มือของเขาที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดุจหินผา “รินรดาไว้ใจผมมากครับท่านเจ้าสัว” เมธาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากทว่าแววตากลับสั่นไหวด้วยความขัดแย้งที่ปิดไม่มิด “การที่ท่านให้ผมทำแบบนี้ มันไม่ใช่แค่การขโมยข้อมูล แต่เป็นการทำลายชีวิตของคนที่ผม… เคยเรียกว่าเพื่อน” เจ้าสัวบูรพาหัวเราะร่วนในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเย็นเยียบเหมือนคมมีดที่กรีดผ่านความเงียบ เขาเอนตัวพิงเก้าอี้หนังอย่างช้าๆ ก่อนจะเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึ้กไปตรงหน้าอีกฝ่าย “คำว่า ‘เพื่อน’ มันกินไม่ได้หรอกเมธา แต่สิ่งที่อยู่ในซองนี้ มันจะทำให้คุณกลายเป็นคนใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องเงยหน้ามอง” เจ้าสัวเว้นจังหวะ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองเข้าไปในรูม่านตาของคนตรงหน้า “หรือคุณอยากจะจมปลักอยู่กับศิลา ผู้ชายที่แม้แต่ชื่อตัวเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ? ทางเลือกเป็นของคุณ แต่จำไว้ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาให้เลือกบ่อยๆ” เมธายื่นมือไปสัมผัสซองเอกสารนั้น หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบที่กำลังจะแตกสลาย เขาคิดถึงภาพรินรดาที่ทุ่มเททำงานวิจัยเรื่องรอยจารึกอย่างหนักหน่วง คิดถึงความซื่อสัตย์ที่หญิงสาวมอบให้เขาเสมอมา แต่แล้วภาพของหนี้สินที่ท่วมหัวและจุดจบที่ไร้ทางออกก็กระโจนเข้ามาซ้ำเติมในห้วงคำนึง “พรุ่งนี้ตอนเที่ยง ศิลาจะไปที่หอจดหมายเหตุเพื่อไขรหัสลับของจารึกแผ่นที่สาม” เมธาเอ่ยออกมาในที่สุด เสียงของเขาสั่นพร่า “ผมจะจัดการทำลายบันทึกต้นฉบับทิ้งเสีย รินรดาจะไม่มีวันรู้ว่ารหัสที่ถูกต้องคืออะไร” “ดีมาก” เจ้าสัวบูรพายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “อย่าให้ผิดพลาดล่ะ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในโลกของผม… มีราคาที่แพงกว่าที่คุณคิดไว้มาก” --- ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องสมุดส่วนตัวของรินรดา ศิลาเดินวนเวียนอยู่รอบโต๊ะไม้ตัวยาว สายตาของเขาจดจ้องไปที่ภาพถ่ายจารึกโบราณ บาดแผลเป็นทางยาวที่หัวไหล่เริ่มส่งสัญญาณเตือนเป็นจังหวะตุบๆ คล้ายกับคำเตือนจากอดีตที่พยายามเรียกร้องให้เขารีบหาคำตอบ “คุณคิดว่าเมธาจะช่วยเราได้จริงใช่ไหม?” ศิลาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองรินรดาที่กำลังง่วนอยู่กับการเทียบเคียงรหัสลับ รินรดาชะงักมือที่กำลังจดบันทึก เธอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของศิลา “เมธาเป็นคนเดียวที่ฉันไว้ใจที่สุดค่ะศิลา เขาอยู่เคียงข้างฉันมาตั้งแต่เริ่มงานวิจัยนี้ ถ้าเราไม่มีเขา ฉันก็ไม่รู้ว่าจะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างไร” ศิลาหันกลับมา สบตาหญิงสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล “ผมไม่ได้สงสัยในความภักดีของเขา แต่ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล บางอย่างในสัญชาตญาณของผมบอกว่าเรากำลังถูกจับตามอง… จากคนใกล้ตัว” รินรดาหัวเราะเบาๆ พยายามกลบเกลื่อนความหวั่นใจ “คุณอาจจะระแวงเกินไป ความทรงจำของคุณที่ยังไม่สมบูรณ์ทำให้คุณมองทุกคนเป็นศัตรูไปหมด ซึ่งฉันเข้าใจค่ะ” “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” ศิลาพึมพำ ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ เขาไม่รู้เลยว่าในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความกังวล ในกระเป๋าเสื้อของรินรดาที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ เครื่องดักฟังขนาดจิ๋วที่เมธาแอบติดตั้งไว้เมื่อช่วงบ่าย กำลังทำหน้าที่ส่งสัญญาณความลับของพวกเขาไปสู่หูของศัตรูตัวฉกาจอย่างซื่อสัตย์ --- วันรุ่งขึ้น ณ หอจดหมายเหตุบรรยากาศในห้องเก็บสมบัติล้ำค่าเต็มไปด้วยความเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ เมธาเดินนำหน้าศิลาและรินรดาเข้าไปในห้องโถงชั้นใน มือของเขาเหงื่อซึมจนต้องกำแน่นเพื่อปกปิดอาการสั่น “รหัสแผ่นนี้ซับซ้อนกว่าทุกแผ่นที่เราเคยเจอ” เมธาเอ่ยทำลายความเงียบ พลางหยิบอุปกรณ์คัดลอกข้อมูลออกมาจากกระเป๋า “ศิลา ถ้าคุณถอดรหัสนี้ได้ เราจะรู้ที่ตั้งของจารึกแผ่นสุดท้ายทันที” ศิลาพยักหน้า เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาตรวจสอบตัวอักษรบนหินศิลาอย่างละเอียด รินรดายืนอยู่ข้างๆ คอยช่วยเทียบเคียงรหัสจากสมุดโน้ต ทั้งสามคนจดจ่ออยู่กับการไขความลับที่ถูกปิดตายมานับร้อยปี โดยไม่รู้เลยว่ากล้องวงจรปิดในมุมมืดของห้องกำลังถูกปิดการทำงานด้วยโปรแกรมที่เมธาเตรียมไว้ “เจอแล้ว” ศิลาอุทานเบาๆ “มันไม่ใช่รหัสตัวเลข แต่มันคือแผนที่ดาว!” รินรดาตื่นเต้นจนตัวสั่น “หมายความว่าตำแหน่งของมันเปลี่ยนไปตามการโคจรของดวงดาวงั้นหรือ? เราต้องจดบันทึกพิกัดนี้ไว้เดี๋ยวนี้!” ขณะที่รินรดากำลังหยิบปากกา เมธาก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ศิลา แววตาของเขาฉายแววตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบปืนพกขนาดเล็กออกมา แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ทุกคนชะงัก ศิลาหันขวับกลับไปทันที สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ผู้บุกรุกธรรมดา แต่เป็นชายชุดดำนับสิบคนที่มีตราสัญลักษณ์ของ ‘สำนักบูรพา’ ประทับอยู่บนหน้าอก เมธาหน้าถอดสี มือที่ถือปืนสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้นัดแนะให้พวกมันมาเวลานี้! “นี่มันอะไรกันเมธา?” รินรดาก้าวถอยหลังไปชนศิลาด้วยความตกใจ “ทำไมคนของเจ้าสัวถึงมาอยู่ที่นี่?” เมธาอ้าปากค้าง เสียงของเขาหายไปในลำคอ เมื่อร่างสูงใหญ่ของเจ้าสัวบูรพาก้าวออกมาจากเงามืดของประตู พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนเย็นเยียบ “ต้องขอบคุณข้อมูลที่แม่นยำของคุณนะเมธา” เจ้าสัวบูรพากล่าวพลางเหลือบมองชายหนุ่มด้วยสายตาเย้ยหยัน “แต่น่าเสียดาย ที่ผมไม่ค่อยชอบรอให้ใครมาทำงานให้ช้าๆ ผมเลยตัดสินใจมารับของด้วยตัวเองดีกว่า” ศิลาก้าวออกมาบังหน้าของรินรดา มือของเขาคว้าด้ามมีดพกที่พกติดตัวไว้แน่น แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว เสียงกระสุนนัดหนึ่งก็ดังสนั่นก้องหอจดหมายเหตุ ไม่ใช่จากปืนของเจ้าสัว แต่มาจากเงามืดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น… ร่างของเมธาทรุดลงกับพื้นทันที เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นไม้ ศิลาและรินรดายืนตะลึงกับภาพตรงหน้า ทว่าความตกใจนั้นยังไม่เท่ากับสิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อจากนั้น “จบงานนี้เสียที” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืดที่ห่างออกไป พร้อมกับการก้าวออกมาของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นหนอนบ่อนไส้ที่แท้จริง รินรดาเบิกตากว้าง ปากสั่นระริกเมื่อเห็นบุคคลนั้นชัดๆ “คุณ… เป็นไปไม่ได้!” ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้า ความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มกรีดร้องอยู่ในสมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง ปริศนาที่ซ่อนอยู่ใต้รอยจารึกกำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปสู่หายนะที่ไม่มีใครคาดฝันถึง ผมหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นและร่วมค้นหาความจริงไปกับศิลาในบทถัดไปนะครับ ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามผลงานของดรากอนไรเดอร์เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%