เสียงเหล็กกระทบพื้นซีเมนต์ที่ชั้นบนสุด ดังสะท้อนก้องกังวานผ่านโพรงบันไดไม้เก่าคร่ำคร่า ราวกับเสียงเคาะระฆังประหารชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ศิลายังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม นัยน์ตาสีดำสนิทที่เคยสงบนิ่งดั่งผืนน้ำยามไร้ลม บัดนี้กลับไหววูบคล้ายมีระลอกคลื่นแห่งความทรงจำบางอย่างซัดกระหน่ำเข้ามาในหัวสมองอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพเงาร่างของชายคนหนึ่งในวัยเด็ก ภาพกลิ่นควันไฟและเสียงตะโกนโหยหวนผุดวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาทีที่สติถูกบีบคั้นด้วยความกดดัน
"อย่าขยับ!"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยอำนาจสั่งการของลุงนพดังขึ้น ชายสูงวัยผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต หน้าถอดสีจนซีดเผือด มือที่ถือวิทยุสื่อสารสั่นเทาเล็กน้อยจนเห็นได้ชัด เขารีบกดปุ่มตัดสัญญาณฉุกเฉินก่อนจะดึงแขนศิลาให้ถอยร่นเข้าไปในมุมอับสายตาหลังตู้เอกสารเหล็กขึ้นสนิม
ในห้องโถงแคบๆ ของบ้านปลอดภัย (Safe House) หลังนี้ มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ สร้างเงาทอดยาวน่ากลัว รินรดาซึ่งนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อแกะรหัสลับจากแผ่นศิลาโบราณ สะดุ้งเฮือกจนมือเรียวที่กำลังพิมพ์แป้นพิมพ์หยุดชะงัก เธอนัยน์ตาเบิกกว้าง หันมาสบตากับศิลาด้วยความตื่นตระหนก ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยแต่ไม่มีเสียงกรีดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าหากพวกมันหาที่นี่พบ เกมทุกอย่างย่อมจบลง และความลับที่บรรพบุรุษแลกมาด้วยชีวิตก็จะสูญหายไปตลอดกาล
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เสียงฝีเท้าคู่นั้นหยุดลงตรงหน้าประตูห้องพอดี ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกหยุดไว้ด้วยปลายมีดที่จ่ออยู่บน
ณ จุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าคนที่ยืนอยู่อีกด้านของบานประตูไม้เก่าๆ นั้นคือมิตรหรือศัตรู หรืออาจเป็นเงาทมิฬที่ถูกส่งตรงมาจากอำนาจมืดของเจ้าสัวบูรพา ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้หนอนตัวใดรอดพ้นจากอุ้งมือไปได้
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงและคราบสนิมผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อกาฬที่ซึมตามไรผม นิ้วมือแกร่งกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน สัญชาตญาณดิบภายในตัวร่ำร้องให้พุ่งออกไปเผชิญหน้า แต่ความสุขุมที่ถูกฝึกฝนผ่านความเป็นความตายมาหลายต่อหลายครั้งทำให้เขายั้งใจไว้ได้
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูสามครั้งเบาๆ ดังขึ้นอย่างใจเย็น ราวกับผู้มาเยือนไม่ได้รีบร้อนและมั่นใจเหลือเกินว่าเหยื่อในกรงขังแห่งนี้ไม่มีทางหนีรอดไปไหนได้
ลุงนพส่งสายตาห้ามปราม พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบปืนพกสั้นที่เหน็บไว้ด้านหลังขึ้นมาขึ้นลำกล้อง เสียงเหล็กกลไกกระทบกันเบาๆ ในความเงียบช่างบาดหูเสียเหลือเกิน
"ผมรู้ว่าพวกคุณอยู่ข้างใน"
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานลอดผ่านรอยแยกของบานประตูเข้ามา น้ำเสียงนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดหรือกระหายเลือด ทว่ามันกลับราบเรียบ เย็นชา และคุ้นหูอย่างประหลาด จนศิลาต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
รินรดาส่ายหัวช้าๆ ปากเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวสุดขีด เธอกระซิบเสียงสั่นพร่าลอดไรฟัน "เสียงนี้... ฉัน... ฉันเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน"
ศิลาหันไปมองเธอ สายตาคู่นั้นสื่อความหมายว่า *'ตั้งสติไว้'* ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปยืนขวางหน้าลุงนพและรินรดาเอาไว้ ร่างสูงใหญ่กลายเป็นโล่มนุษย์ที่พร้อมรับทุกคมหอกคมดาบที่จะพุ่งเข้ามา
"ถ้ามาในฐานะแขก ประตูไม่ได้ล็อกครับ" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังและมั่นคง ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวให้เห็นแม้แต่น้อย "แต่ถ้ามาในฐานะมือสังหาร... เกรงว่าคุณคงต้องเหนื่อยหน่อยที่จะเดินกลับออกไปทางเดิม"
สิ้นคำพูดของศิลา บานประตูไม้เก่าๆ ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ แรงลมวูบหนึ่งพัดพาเอาความเย็นยะเยือกจากภายนอกเข้ามาปะทะใบหน้า จนทุกคนต้องหรี่ตาลงเพื่อปรับรับแสง
ร่างของชายในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟด้านหลังช่วยขับให้โครงหน้าคมคายนั้นดูโดดเด่นและทรงอำนาจยิ่งขึ้น นัยน์ตาสีเทาเข้มภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของศิลา
มุมปากของชายคนนั้นยกย้ำขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย
"ไม่เจอ还กันนานนะ... ศิลา ลูกชาย1คนของเพื่อนเก่า"
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้บรรยากาศภายในห้องดิ่งวูบลงราวกับตกลงไปในเหวลึก ศิลาชะงักกึก นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง สมองที่เคยประมวลผลอย่างเฉียบคมกลับขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำว่า 'เพื่อนเก่า' จากปากของชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
ลุงนพหน้าถอดสีหนักกว่าเดิม มือที่ถือปืนสั่นเทาจนแทบจะประคองไว้ไม่อยู่ อุ้งมือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขารีบกระซิบเสียงสั่นด้วยความตื่นตระหนกที่พุ่งทะลุขีดสุด
"ระวัง... เขาไม่ใช่คนของเจ้าสัว... แต่เขาคือ 'เงา' ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเจ้าสัวเสียอีก...สารวัตรใหญ่กรณ์!"
ศิริาหันกลับไปมองชายผู้มาเยือนช้าๆ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่กำลังจะเริ่มบรรเลงบทเพลงสุดท้าย ปมในอดีตที่พยายามกลบฝังมาตลอดชีวิตกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งในคืนก่อนศึกใหญ่จะอุบัติขึ้น
สารวัตรใหญ่กรณ์ก้าวเท้าเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างมั่นคง รองเท้าหนังขัดมันกระทบพื้นปูนเสียงดังชัดเจน เขายกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อสูทออกช้าๆ สายตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ศิลาไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องแทบหยุดนิ่ง
"สิ่งที่คุณกำลังตามหา... ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกศิลา... แต่มันอยู่ในหัวใจที่เน่าเฟะของคนที่คุณไว้วางใจที่สุดต่างหากล่ะ"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านคืนอันมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ — ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 47
คืนก่อนศึก
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!