กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของแอร์คอนดิショ너ในห้องทำงานส่วนตัวของเจ้าสัวบูรพา ไม่ได้ทำให้หยเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามไรผมของศิลารู้สึกเบาบางลงได้เลยแม้แต่น้อย
"ขอโทษที่ขัดจังหวะการสนทนาอันออกรสชาตินะครับ... พอดีผมมีสำเนาเอกสารอีกชุดที่ท่านน่าจะสนใจอยากจะดูเป็นพิเศษ"
เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจนั้นลอยมาพร้อมกับร่างของชายชุดสูทสีเข้ม ร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนขวางทางออกเดียวของห้องทำงานกว้างขวาง รินรดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเรียวเผลอกำชายกระโปรงแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด
ศิลารemains โดนตรึงด้วยสายตาคมกริบของผู้มาใหม่—มันคือ "ภาคภูมิ" มือขวาคนสนิทผู้คุมเครือข่ายความปลอดภัยทั้งหมดของเจ้าสัวบูรพา สายตาคู่นั้นกวาดมองเอกสารบนโต๊ะสลับกับท่าทีที่พยายามซ่อนพิรุธของเขากับรินรดาอย่างรู้เท่าทัน รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของภาคภูมิเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงมาทีละนิด
"ดูเหมือนพวกคุณจะคุยกันเพลินจนลืมดูเวลานะครับ..." ภาคภูมิเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนแทบได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นกระหน่ำในอก
ศิลากัดกรามแน่น สมองส่วนหน้าทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินสถานการณ์ ระยะห่างระหว่างเขากับประตูทางออกถูกบล็อกไว้โดยสมบูรณ์ หากใช้กำลังฝ่าออกไป โอกาสสำเร็จมีไม่ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้น รินรดาจะตกอยู่ในอันตรายทันที
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก เขารักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางขยับตัวยืนขึ้นบังเอกสารชิ้นสำคัญบนโต๊ะไม่ให้ภาคภูมิมองเห็นได้อย่างถนัดตา
"ผมแค่แวะมาส่งรายงานตามคำสั่งของท่านเจ้าสัว... ส่วนเรื่องอื่นคงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ากับเอกสารในมือของคุณหรอกกระมังครับ คุณภาคภูมิ" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าดวงตากลับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไร้ความเกรงกลัว
ภาคภูมิหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว "งั้นหรือครับ... แต่เท่าที่ผมทราบ ท่านเจ้าสัวไม่ได้มีคำสั่งให้ใครเข้ามาในห้องนี้ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ โดยเฉพาะคนนอกอย่างคุณ... ศิลา"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ไอร้อนจากความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วผิวหนัง รินรดาพยายามอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ภาคภูมิกลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามโดยไม่ละสายตาไปจากศิลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"เลือกได้ฉลาดนี่ครับ ที่เลือกจะยืนบังโต๊ะตัวนั้นเอาไว้..." ภาคภูมิค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นพรมหนานุ่มดังสะท้อนก้องในความเงียบ "แต่คุณน่าจะรู้ดีนะว่า... ของที่อยู่ใต้เงามายา ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของแสงสว่างไปได้หรอก"
จังหวะนั้นเอง ศิลาใช้หางตากวาดมองไปยังบานหน้าต่างกระจกนิรภัยที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอก แม้ว่าห้องนี้จะอยู่ชั้นสิบห้า แต่นั่นคือทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่—ความเสี่ยงที่ต้องเดิมพันด้วยลมหายใจ
"ริน..." ศิลาเอ่ยเรียกชื่อหญิงสาวด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่มีความหมายชัดเจนในความรู้สึกของคนทั้งคู่ รินรดาสบตาเขาเพียงชั่วพริบตาเดียว เธอก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจในแผนการบ้าบิ่นนี้ทันที
"ระวังตัวด้วย!"
สิ้นเสียงคำรามในลำคอ ศิลาไม่รอช้า เขาคว้าแจกันเซรามิกราคาแพงบนโต๊ะข้างตัวแล้วปาใส่กระจกหน้าต่างสุดแรงเกิด เสียงกระจกนิรภัยแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนไปทั่วห้อง
ภาคภูมิอุทานด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นป้องใบหน้าจากเศษกระจกที่กระเด็นใส่ ในเสี้ยววินาทีแห่งความชุลมุนนั้น ศิลาพุ่งตัวคว้าข้อมือของรินรดากระโจนทะลุผ่านช่องว่างของหน้าต่างออกไปสู่ระเบียงด้านนอกท่ามกลางสายลมแรงที่พัดกรรโชก
"ตามไป! อย่าให้พวกมันหนีไปได้!" เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของภาคภูเภดังก้องตามหลัง ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่เริ่มดังลั่นอาคาร
ศิลาและรินรดารีบวิ่งลัดเลาะไปตามระเบียงแคบๆ ของตึกสูง ลมหนาวปะทะเข้ากับใบหน้าจนชาหนึบ หัวใจของทั้งคู่เต้นรัวระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เสียงฝีเท้าของหน่วยรักษาความปลอดภัยหลายนายดังไล่หลังมาติดๆ ระเบียงเบื้องหน้าคือทางตัน—กำแพงทึบที่เชื่อมต่อไปยังตึกอีกฝั่งซึ่งมีระยะห่างกันราวกว่าสามเมตร
"ศิลา! ข้างหน้าไม่มีทางไปแล้ว!" รินรดาตะโกนแข่งกับเสียงลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด
ศิลาหันกลับไปมองด้านหลัง เงาร่างของภาคภูมิและลูกน้องกำลังวิ่งเลี้ยวโค้งมาปรากฏEปะทะสายตา ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังพวกเขา
ไม่มีเวลาให้คิดคำนวณความน่าจะเป็นอีกต่อไปแล้ว ศิลาคว้าเอวบางของรินรดาเข้ามาแนบชิดตัว ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระโดดพุ่งทะยานออกไปจากขอบระเบียงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง!
ร่างของทั้งสองร่วงหล่นลงไปกลางอากาศ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของรินรดาและเสียงปืนที่ดังสนั่นขึ้นตามหลัง นัดแรกเฉียดผ่านหัวไหล่ของศิลาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะพุ่งชนเข้ากับหลังคากระจกของเรือนกระจกชั้นล่าง เสียงแตกหักดังโครมครามพร้อมกับเศษซากใบไม้และกระจกที่กระจายเกลื่อนกลาด
ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังและข้อต่อ แต่ศิลายังคงกัดฟันประคองร่างของรินรดาให้ลุกขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของสวนหย่อมภายใน
"ไหวไหมครับ..." ศิลาถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พลางสำรวจบาดแผลตามเนื้อตัวของหญิงสาว
รินรดาพยักหน้าช้าๆ แม้จะมีบาดแผลถลอกตามแขนและขา แต่เธอยังคงมีสติครบถ้วน "ฉัน... ฉันไหวค่ะ... รีบไปกันเถอะ"
พวกเขารีบวิ่งหายไปในความมืดของเงาไม้ ทิ้งให้เบื้องบนเต็มไปด้วยความโกลาหลและความแค้นเคืองที่คุกรุ่นของเจ้าสัวบูรพา
ทว่า... ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะพ้นเขตรั้วด้านหลังของคฤหาสน์ แสงไฟจากรถยนต์หรูคันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาขวางทางออกไว้อย่างพพอดี ประตูรถเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวลงมา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้ศิลาต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที... เพราะคนๆ นั้นคือคนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่มากที่สุดในเวลานี้
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกพ่อ"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "เงามายาใต้รอยจารึก" มาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
— ดรากอนไรเดอร์
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 43
รอดหวุดหวิด
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!