อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 44

สูญเสียเพื่อนร่วมทีม

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
เสียงกราวของแฟ้มเอกสารที่ถูกกระแทกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างแรง ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานขนาดเล็กในสถานีตำรวจท้องถิ่น บรรยากาศภายในห้องอับทึบอบéอ้าวไปด้วยกลิ่นไอฟายของกาแฟคั่วเข้มที่เย็นชืดมาหลายชั่วโมง ผสมผสานกับควันบุหรี่จางๆ ที่ยังคงลอยวนเวียนอยู่ใกล้เพดาน ศิลายืนนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะ ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังภาพถ่ายในสำนวนคดีที่กางอยู่ตรงหน้า ภาพของรอยกระสุนนัดเดียวที่เจาะทะลุกระจกหน้ารถ และร่างไร้วิญญาณของ "หมวดวิชญ์" นายตำรวจหนุ่มน้ำดีผู้เคยส่งเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับบัญชีลับของเจ้าสัวบูรพาให้พวกเขาเมื่อคืนก่อน มันไม่ใช่การปล้นทรัพย์ มันเป็นการฆ่าตัดตอนอย่างเลือดเย็นและแม่นยำราatจับวาง "พวกมันเร็วกว่าที่เราคิด... ศิลา" เสียงทุ้มต่ำของรินรดาเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง เธอยืนอยู่มุมห้อง มือเรียวบางกำลังกำขอบโต๊ะแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่สวยฉายแววหวาดหวั่นระคนโกรธเกรี้ยวอย่างปิดไม่มิด "เมื่อคืนตอนที่เราแยกจากเขา หมวดวิชญ์บอกฉันว่าเขาเก็บบันทึกชุดสุดท้ายไว้ในเซฟที่บ้านพัก... ตอนนี้บ้านหลังนั้นถูกรื้อค้นจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว" ศิลายังคงไม่เอ่ยคำใดออกมา ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มนั้นหนักหน่วงและเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิในห้อง เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นที่ต้นคอโดยไม่รู้ตัว บาดแผลจากอดีตที่คอยย้ำเตือนว่า ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวเข้าไปใกล้ความจริง ความตายมักจะเดินนำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ "เขาไม่ได้แค่ตายเพราะความลับนะรินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่นิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึก "แต่เขาตายเพราะเรา... เพราะเราดึงเขาเข้ามาพัวพันกับเกมที่สกปรกเกินกว่าที่ตำรวจน้ำดีคนหนึ่งจะรับไหว" ความรู้สึกผิดประเด็นลึกเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจ แม้ศิลาจะเป็นคนเงียบขรึมและดูไร้ความรู้สึกต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่กับการสูญเสียพันธมิตรผู้บริสุทธิ์ มันคือรอยร้าวอีกครั้งในจิตใจที่บอบช้ำอยู่ก่อนแล้ว หมวดวิชญ์มีครอบครัว มีลูกสาวตัวเล็กๆ ที่เคยเอาภาพวาดมาอวดเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาในอก เธอเดินเข้ามาใกล้ศิลา วางมือลงบนแขนแกร่งเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น "เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้ตอนนี้คืออย่าให้ความตายของเขาเปล่าประโยชน์ บัญชีลับแผ่นนั้น... หมวดวิชญ์ต้องส่งต่อให้ใครสักคนก่อนที่เขาจะถูกปิดปาก" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก ก่อนที่ประตูกระจกฝ้าจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรงสารวัตรธนา นายตำรวจรุ่นพี่ผู้รับผิดชอบคดีนี้ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ แม้จะเป็นคนตรงฉากและรักความยุติธรรมเพียงใด แต่ในเวลานี้แววตาของสารวัตรกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด "พวกคุณรีบออกไปจากที่นี่ซะ!" สารวัตรธนาเอ่ยเสียงกระซิบอย่างร้อนรน พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องราวกับหวาดระแวงว่าจะมีใครแอบฟัง "มีคำสั่งตรงมาจากเบื้องบน... สั่งให้โอนย้ายคดีนี้ไปให้กองปราบส่วนกลาง และ... และระงับการสืบสวนทั้งหมดทันที!" "ระงับ?" ศิลาหันขวับมามอง สายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายตำรวจรุ่นพี่ "เพื่อนร่วมงานของคุณเพิ่งถูกฆ่าตายอย่างมีเงื่อนงำ แต่วันนี้พวกมันสั่งให้คุณปิดคดีเนี่ยนะ?" "คุณไม่เข้าใจอำนาจของมันหรอก ศิลา!" สารวัตรธนากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกดดันมหาศาลทำให้ชายวัยกลางคนถึงกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ "เจ้าสัวบูรพาไม่ได้มีแค่เงิน... เขามือกุมเส้นสายทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าเราขืนดื้อแพ่ง คืนนี้ศพต่อไปอาจจะไม่ใช่แค่หมวดวิชญ์... แต่อาจเป็นพวกเราทุกคน" ห้องทั้งห้องกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เงียบงันจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินติ๊กๆ ราวกับนับถอยหลังสู่หายนะ ศิลาก้มหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความโกรธแค้นแผดเผาอยู่ในอก แต่มันถูกควบคุมไว้ด้วยความสุขุมเยือกเย็น เขาตระหนักดีว่าการพุ่งชนศัตรูที่มีอำนาจล้นฟ้าโดยปราศจากหลักฐาน คือการฆ่าตัวตายอย่างโง่เขลาที่สุด "ถ้าเขาคิดว่าจะปิดปากเราด้วยวิธีนี้..." ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว "เขาก็คงประเมินความแค้นของคนไม่มีอะไรจะเสียต่ำเกินไปแล้ว" รินรดาสบตากับศิลา เธอพยักหน้ารับช้าๆ แสดงถึงความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อแม้หนทางข้างหน้าจะโรยด้วยหนามแหลมคมก็ตามที แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยแผนการขั้นต่อไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของสารวัตรธนาก็แผדเสียงดังลั่นทำลายความเงียบ สารวัตรสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบควักเครื่องออกมากดรับด้วยมือที่สั่นเทา "ฮ...ฮัลโหล..." สารวัตรกรอกเสียงลงไป ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา และเสียงดนตรีคลาสสิกคุ้นหู—ทำนองเพลงบรรเลงเปียโนที่เจ้าสัวบูรพามักจะเปิดคลอเสมอในห้องทำงานส่วนตัว สารวัตรธนาหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างทั้งร่างสั่นเทายิ่งกว่าเดิมริมฝีปากอ้าค้างก่อนที่เขาจะปล่อยโทรศัพท์หลุดมือร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจาย "มัน... มันรู้..." สารวัตรพึมพำด้วยเสียงอันแผ่วเบาราวกับคนสติหลุด "มันบอกว่า... ของที่พวกคุณตามหา อยู่ในมือของคนที่คุณไว้ใจที่สุด..." ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง คำพูดนั้นทิ้งปริศนาชวนขนหัวลุกไว้ในอากาศ และในวินาทีที่เขากำลังจะหันไปหารินรดาเพื่อถามบางอย่าง ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยบุคคลที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุด เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ปรากฏอยู่บนมุมปาก... คนที่ควรจะอยู่ที่เซฟเฮาส์ และคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ — ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%