กลิ่นไอสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินโชยเข้าจมูกทันทีที่บานประตูเหล็กกล้าถูกผลักเปิดออก เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ
ศิลาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเงาร่างที่เพิ่งก้าวเข้ามา เขายังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่ แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเปลือยเหนือศีรษะส่องกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา ในมือขวาของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่มันคือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า แฟ้มที่บันทึกความจริงอันโสมمของตระกูลใหญ่... ความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยคราบเลือดและเงินตรามานานหลายทศวรรษ
“แปลกใจไหมครับ ที่เป็นผม”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รินรดาชะงักกึก ปากกาในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นซีเมนต์ดังเคร้ง เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เมื่อเงาร่างภายใต้แสงสลัวนั้นก้าวพ้นกรอบประตู เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยและรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากของ "ภาคิน" — คนสนิทมือขวาผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับศิลามาตลอดหลายปี และที่สำคัญที่สุด... เขาควรจะอยู่ที่เซฟเฮาส์นอกเมืองในเวลานี้
“แก...” รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามก้าวเท้าเข้าไปขวางหน้าศิลา แม้เรียวขาจะสั่นเทาด้วยความกลัว “แกทรยศพวกเราทำไม ภาคิน!”
ภาคินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปปัดเศษฝุ่นที่หัวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงรับรอง ไม่ใช่ห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“การทรยศเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเลือกเดินผิดข้างครับคุณรินรดา แต่สำหรับผม... ผมแค่อยู่ข้างผู้ชนะมาโดยตลอดก็เท่านั้นเอง” ภาคินปรายตามองเอกสารในมือศิลา “อีกอย่าง เจ้าสัวบูรหาคงไม่ปลื้มแน่ ถ้าเอกสารชุดนั้นจะหลุดรอดออกไปสู่มือสื่อมวลชน”
ศิลายังคงเงียบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นในอก ความโกรธแค้นไม่ใช่เปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง แต่มันคือธารลาวาใต้พื้นโลก—เงียบเชียบ หนักหน่วง และพร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้กลายเป็นจุล
ภาพในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัว สมุดบันทึกสีซีดของพ่อ แม่ที่นอนจมกองเลือด และรอยยิ้มของผู้ชายที่ชื่อเจ้าสัวบูรพา ศิลาจำได้ทุกรายละเอียด... ทุกความเจ็บปวดที่ถูกพรากไป
“นายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายส่งข่าวให้มัน” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้ภาคินหุบยิ้มลงทีละน้อย
“หมายความว่า...”
“ฉันจงใจทิ้งร่องรอยพวกนั้นไว้ให้แกคาบข่าวไปบอกเจ้าสัวต่างหากล่ะ” ศิลาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววตาคู่นั้นว่างเปล่า แต่มันกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความเกรดกราดใดๆ ในโลก “ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ แกกับเจ้านายสารเลวของแกจะยอมโผล่หัวออกมาจากรังเหรอ?”
บรรยากาศในห้องลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก ภาคินหน้าถอดสีไปชั่วขณะ รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่มลายหายสิ้น เขารู้ตัวทันทีว่ากำลังเดินตกลงไปในหลุมพรางที่ศิลาขุดเอาไว้
“จับตัวมันไว้!” ภาคินตะโกนลั่น พร้อมกับที่ลูกน้องชุดดำอีกสี่คนพุ่งพรวดเข้ามาจากความมืดด้านหลัง บล็อกทุกเส้นทางหนี
รินรดาหวีดร้องด้วยความตกใจ ทว่าศิลาหาได้สะดุ้งสะเทือน ชายหนุ่มขว้างแฟ้มเอกสารในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะพุ่งตัวออกไปข้างหน้าดั่งเสือชีตาร์ที่หลุดจากกรง
พลั่ก!
หมัดหนักหน่วงซัดเข้าที่ใบหน้าของชายชุดดำคนแรกเต็มแรง แรงปะทะทำให้ร่างนั้นเซถลาล้มฟุบลงกับพื้น ศิลาไม่ปล่อยให้เสียจังหวะ เขาหมุนตัวเตะตัดขาคนที่สองจนล้มกลิ้งตามกันไป ความโกรธแค้นเป็นเสมือนพลังงานดิบที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวเขาให้ตื่นขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเด็ดขาด รวดเร็ว และไร้ซึ่งความปรานี
ภาคินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าศิลาจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ดุดันและเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มควักปืนพกสั้นออกจากเอวอย่างลนลาน เล็งปากกระบอกปืนตรงไปที่แผ่นหลังของศิลา
“ระวัง!” รินรดาแผדเสียงเตือนสุดเสียง
ศิลาไม่หันกลับไปมอง เขาก้มตัวหลบวิถีกระสุนได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะคว้าท่อนเหล็กขึ้นมาจากพื้นแล้วเหวี่ยงสุดแรง ซัดเข้าที่ข้อมือของภาคินเต็มรัก!
เคร้ง! ปืนในมือภาคินหลุดร่วงลงพื้น ร่างของเขาเซถอยหลังไปชนกับผนังปูนด้วยความจุก ศิลาสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวในพริบตา มือหนาข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อสูทของภาคินขึ้นมาจนเท้าแทบไม่แตะพื้น ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบ
“บอกฉันมา... เจ้าสัวซ่อนตัวอยู่ที่ไหน” ศิลาเอ่ยถาม เสียงกระซิบนั้นเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก
ภาคินหัวเราะออกมาทั้งที่มุมปากมีคราบเลือดไหลซึม “แกไม่มีทางชนะมันหรอกศิลา... อำนาจของท่านบูรภามันค้ำฟ้า แกเป็นแค่เศษสวะตัวเล็กๆ ที่...”
กร็อบ!
เสียงกระดูกลั่นเบาๆ พร้อมกับแรงบีบที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาคินต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“ฉันให้โอกาสแกแค่ครั้งเดียว” ศิลาจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวของอีกฝ่าย “เลือกเอา... จะบอกตอนนี้ หรือจะไปตายพร้อมกับความลับนั้น”
รินรดายืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอยื่นมือออกไปแตะแขนของศิลาเบาๆ “ศิลา... พอเถอะครับ อย่าทำแบบนี้เลย”
ศิลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาว สติที่เกือบจะขาดผึ่งเพราะความโกรธแค้นค่อยๆ กลับคืนมา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์เดือดดาลในอก ก่อนจะผลักร่างของภาคินกระแทกพื้นอย่างไร้เยื่อใย
“ไสหัวไปซะ แล้วบอกเจ้านายของแก...” ศิลาชำเลืองมองภาคินที่กำลังไอโขลกด้วยความสะบักสะบอม “ว่าฉันกำลังไปหา... เพื่อทวงทุกอย่างคืน”
ภาคินกัดฟันกรวดด้วยความแค้น แม้จะพ่ายแพ้ แต่มุมปากของเขากลับปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยวขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน พลางหัวเราะคิกคักในลำคออย่างน่าขนลุก
“แกคิดว่าแกเหนือกว่าแล้วสินะศิลา... แกคิดว่าเอกสารในแฟ้มนั้นคือความจริงทั้งหมดแล้วใช่ไหม?” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่แฝงความนัย “แต่ก็นั่นแหละ... แกคงไม่รู้หรอกว่า คนที่สั่งเก็บครอบครัวของแกในคืนนั้น ไม่ใช่แค่เจ้าสัวบูรพาคนเดียว... แต่คือคนที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังแกในตอนนี้ต่างหาก!”
ศิลาชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระดูกสันหลัง ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วร่าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจ
เขายังไม่ทันได้หันกลับไปมอง รินรดาก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาสุดเสียง พร้อมกับเงาดำมหึมาที่ทาบทับลงมาจากด้านหลัง... พร้อมกับปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบที่จ่อเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างแม่นยำ!
กราบขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับตัวละครด้วยกันเสมอนะครับ
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 45
ความโกรธแค้น
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!