“ถ้ารหัสผ่านนั้นเป็นกุญแจสู่ความตาย ผมว่าคุณควรหยุดเล่นกับไฟก่อนที่บ้านทั้งหลังจะมอดไหม้ไปกับมือ”
เสียงทุ้มต่ำที่สังเคราะห์ผ่านโปรแกรมดัดแปลงสัญญาณดังขึ้นจากลำโพงแล็ปท็อปตรงหน้า ศิลาจ้องมองหน้าจอที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบเป็นจังหวะเหมือนลมหายใจของมัจจุราช รินรดานั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกาย มือของเธอวางอยู่บนคีย์บอร์ดแต่ไม่กล้าแม้แต่จะกดปุ่มใดๆ
“ใคร?” ศิลาเอ่ยถาม เสียงของเขาเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว แม้ในใจจะกำลังพายุคลั่ง
“คนที่คุณพยายามจะลากคอลงมาจากหอคอยงาช้างไงล่ะ ศิลา” เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงแห้งแล้งที่ฟังดูเหมือนเศษแก้วบดละเอียด “คุณกับรินรดากำลังสนุกกับการถอดรหัสจารึกนั่นอยู่ใช่ไหม? น่าเสียดายนะ... ข้อมูลที่คุณเพิ่งดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์น่ะ มันเป็นแค่กับดักชั้นเลวที่วางไว้ให้หนูติดกับ”
บนหน้าจอจู่ๆ ก็ปรากฏหน้าต่างป็อปอัปขึ้นมานับสิบ หน้าต่างเหล่านั้นรันภาพวิดีโอสด—ภาพมุมกว้างของห้องทำงานที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ ภาพที่เห็นในจอมีความดีเลย์เพียงเสี้ยววินาทีจนแทบจะเหมือนการมองผ่านกระจกเงา ศิลาเหลือบมองไปที่มุมห้อง ความมืดที่เขาเคยคิดว่าปลอดภัยกลับกลายเป็นสายตาที่เฝ้ามอง
“คุณอยากรู้ไหมว่าความทรงจำที่หายไปของคุณ ราคาเท่าไหร่?” คำถามนั้นเปลี่ยนโทนเป็นเยือกเย็นกว่าเดิม “เจ้าสัวบูรพาไม่ได้แค่ต้องการจารึก แต่เขากำลังรอเวลาที่จะบดขยี้คุณให้เป็นเศษธุลีเหมือนกับพ่อของคุณเมื่อยี่สิบปีก่อน”
รินรดาหันมามองศิลา ใบหน้าของเธอซีดเผือด เธอรู้ดีว่าคำว่า ‘พ่อ’ คือจุดเปราะบางที่สุดที่ศิลาเก็บงำไว้ ศิลากำมือแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน เขาไม่ได้โกรธจนขาดสติ แต่ความโกรธของเขากำลังเปลี่ยนเป็นความคมกริบของคมมีด
“ถ้าพวกคุณแน่จริง ก็โผล่หัวออกมาสิ” ศิลาแค่นยิ้ม “การส่งข้อความผ่านไฟร์วอลล์กระจอกๆ มันไม่ได้ทำให้คุณดูเป็นผู้มีอิทธิพลหรอก แต่มันทำให้คุณดูเหมือนสุนัขจนตรอกที่เห่าอยู่ในความมืด”
เงียบ... ไร้เสียงตอบรับอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แล้วข้อความใหม่ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละตัวอักษรอย่างจงใจ
*‘ศิลา... มองออกไปที่หน้าต่างสิ’*
ศิลาลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณนักล่าในตัวตื่นเต็มที่ เขาเดินไปที่ผ้าม่านหนาทึบแล้วกระชากมันออก แสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดเข้ามาในห้อง แต่สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เงาของคน แต่เป็นจุดเลเซอร์สีแดงขนาดเล็กที่เต้นระบำอยู่บนหน้าอกของรินรดา
“หมอบลง!” ศิลาตะโกนลั่นพร้อมกับกระโจนเข้าใส่รินรดา แรงปะทะทำให้ร่างของทั้งคู่กระเด็นไปตกหลังโซฟาไม้สักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่กระจกหน้าต่างจะแตกกระจายด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนราวกับห่าฝน
รินรดาสั่นเทาอยู่ในอ้อมแขนของศิลา เสียงปืนเก็บเสียงดังต่อเนื่อง ‘ฟุ่บ... ฟุ่บ... ฟุ่บ’ เข้ามาในห้องไม่หยุดหย่อน พวกเขาตกเป็นเป้าหมายที่มองไม่เห็นอย่างสมบูรณ์แบบ ศิลาพยายามคลานไปที่โต๊ะทำงานเพื่อหยิบฮาร์ดไดรฟ์สำรองที่บันทึกข้อมูลจารึกชิ้นสุดท้ายไว้
“ศิลา... พวกเขากำลังจะเข้ามา” รินรดากระซิบ เสียงสั่นเครือ “ประตูหน้า... มีคนกำลังพังเข้ามา!”
ศิลากัดฟันแน่น เขาคว้ามีดพกที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมา พลางหันไปมองหน้าจอแล็ปท็อปที่ยังคงติดอยู่ หน้าจอนั้นไม่ได้มืดดับไปเหมือนที่เขาคิด แต่มันกำลังแสดงภาพถ่ายใบหนึ่ง... เป็นภาพของเขากับใครบางคนที่เขานึกไม่ออกว่าเป็นใคร แต่คนในภาพนั้นถือจี้ห้อยคอที่มีสัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเห็นในความฝันซ้ำๆ
เสียงพังประตูพังดัง ‘โครม’ ใหญ่ ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก้าวเข้ามาในห้อง ความมืดมิดในที่พักแห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิที่ศิลาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเผชิญหน้า
เขามองรินรดาด้วยสายตาที่แน่วแน่ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าปล่อยมือจากไดรฟ์นั่น ถ้าผมไม่กลับมา... ให้คุณไปที่รอยจารึกที่หุบเขาเงาจันทร์”
ศิลาก้าวออกมาจากหลังโซฟา พร้อมกับที่เงาดำร่างหนึ่งก้าวพ้นประตูเข้ามา แสงไฟจากถนนส่องให้เห็นโครงร่างที่คุ้นเคยอย่างประหลาด คนที่เข้ามาไม่ได้ถืออาวุธปืน แต่มันถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราครั่งสีแดงสด... ตราประทับที่เขาเคยเห็นบนโต๊ะทำงานของเจ้าสัวบูรพาเมื่อหลายปีก่อน
ร่างนั้นหยุดยืนนิ่ง ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้ศิลาต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“นายท่านรอคุณอยู่นะครับ... ลูกชายผู้สาบสูญ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ ดรากอนไรเดอร์ครับ
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 26
ศัตรูที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!