"ลูกชายผู้สาบสูญงั้นหรือ?"
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชต่อสถานการณ์ตรงหน้า เขาขยับกายที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำลุกขึ้นจากพื้นพรมราคาแพงภายในห้องทำงานโอ่อ่าของเจ้าสัวบูรพา กลิ่นยาสูบราคาแพงคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ทว่ากลิ่นคาวเลือดที่ไหลซึมจากมุมปากของเขาเองกลับชัดเจนกว่า
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสามคนยืนล้อมรอบเขาเหมือนหมาป่าที่รอจังหวะขย้ำเหยื่อที่หมดทางสู้ มือของศิลาถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กกล้าที่รัดแน่นจนข้อมือขึ้นสีม่วงคล้ำ นี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้จากการต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรี แต่มันคือกับดักที่เขาก้าวเข้ามาด้วยความประมาทเอง
"ความทรงจำของแกอาจจะเลือนลาง แต่สายเลือดในกายมันโกหกไม่ได้หรอกนะ ศิลา" เจ้าสัวบูรพานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ แววตาที่จ้องมองมานั้นว่างเปล่าดั่งทะเลลึกที่ไร้แสงสว่าง เขาวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้สัก "รินรดาไม่ได้บอกแกสินะ ว่าทำไมฉันถึงตามหาตัวแกตลอดสิบปีที่ผ่านมา"
"หยุดพล่ามเรื่องสายเลือดเสียที" ศิลาโต้กลับ น้ำเสียงเย็นเยียบ "ถ้าฉันเป็นลูกชายแกจริง ทำไมแกถึงต้องส่งคนไปฆ่าฉันที่โกดังร้างนั่นเมื่อสามวันก่อน"
เจ้าสัวหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้ง "นั่นเป็นเพียงการทดสอบไงล่ะ ถ้าแกตาย... แกก็ไม่มีค่าพอจะเป็นทายาทของตระกูลบูรพา แต่ถ้าแกรอด... แกก็คือสมบัติล้ำค่าที่ฉันตามหา"
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่ปล่อยให้คำลวงของชายตรงหน้าทำให้สมาธิหลุดลอย สายตาของเขาเหลือบมองไปยังแจกันเซรามิกบนโต๊ะข้างตัว บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก เขารู้ดีว่าการสู้กับคนสามคนในสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่เขายังมีทางเลือกอื่น
ทว่า ก่อนที่เขาจะขยับตัว ชายร่างยักษ์ด้านหลังก็กระแทกสันหมัดเข้าที่ท้ายทอยของศิลาอย่างจัง แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนโลกของเขาสั่นไหว ศิลาร่วงลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้ง ลมหายใจขาดห้วง รสเค็มปร่าของเลือดไหลทะลักออกจากลำคอ
"เจ้านายครับ" ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางมองนาฬิกาข้อมือ "เวลาเหลือน้อยแล้วครับ ถ้าเราไม่รีบนำตัวเขาไปที่ฐานลับ ขบวนการของตำรวจอาจจะมาถึงพื้นที่นี้ก่อน"
เจ้าสัวบูรพาลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ที่แฝงไปด้วยอำนาจก้าวย่างเข้ามาหาศิลาที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น เขาใช้ปลายรองเท้าหนังขัดเงาเชยคางศิลาให้เงยหน้าขึ้น สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน ความเคียดแค้นในดวงตาของศิลาไม่ได้ทำให้เจ้าสัวสะทกสะท้าน แต่กลับทำให้เขายิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
"ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบหรอกศิลา มันคือบทเรียนราคาแพงที่แกต้องจ่าย เพื่อแลกกับการตื่นรู้" เจ้าสัวกระซิบเสียงต่ำ "รินรดาเองก็กำลังเดินทางมาที่นี่... เพื่อดูความพ่ายแพ้ของคนที่เธอเชื่อมั่นที่สุดไงล่ะ"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในใจของศิลา ไม่ใช่เพราะเขาเสียใจที่ตัวเองถูกจับ แต่เพราะความคิดที่ว่ารินรดาอาจจะตกอยู่ในอันตรายนั้นมันกัดกินหัวใจเขามากกว่าความเจ็บปวดทางกาย
"อย่า... แตะต้อง... เธอ" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน
"ห่วงตัวเองก่อนเถอะ" ลูกน้องอีกคนขัดจังหวะพร้อมกับกระชากร่างของศิลาขึ้นมาด้วยความแรงจนไหล่แทบหลุด ก่อนจะลากตัวเขาไปทางประตูลับหลังตู้หนังสือขนาดใหญ่
ในเสี้ยววินาทีที่ศิลากำลังจะถูกลากผ่านกรอบประตู สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนสะท้อนอยู่ในกระจกเงาฝั่งตรงข้าม เงาร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้มและถือปืนเก็บเสียงไว้ในมืออย่างมั่นคง มันไม่ใช่รินรดา แต่มันคือบุคคลที่เขาเคยคิดว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน
ร่างนั้นพยักหน้าให้เขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนเข้าที่แผงควบคุมระบบไฟฟ้าของห้องทำงาน แสงไฟในห้องดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง แต่ในความสลัวนั้น ศิลากลับเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันจากมุมมืดของห้องที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
นั่นไม่ใช่ความช่วยเหลือ... แต่มันคือการเริ่มต้นของเกมที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
เสียงปืนนัดต่อมาดังขึ้นก้องห้องทำงาน ไม่ใช่เสียงจากคนของเจ้าสัว แต่เป็นเสียงจากความเงียบที่กระชากทุกอย่างให้พังทลายลง ศิลารู้สึกถึงความเย็นเฉียบของปากกระบอกปืนที่จ่อเข้าที่ขมับจากมือที่คุ้นเคย
"จบสิ้นกันเสียที ศิลา... ความลับที่แกถือครองอยู่ มันถึงเวลาต้องตายไปพร้อมกับแก"
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางที่แสนบีบคั้นของศิลาในบทนี้ด้วยใจจริงนะครับ หวังว่าทุกคนจะอดใจรอตอนถัดไปได้ไม่นานเกินรอนะครับ!
อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 27
ความล้มเหลว
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!