อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 28

ในห้องขัง

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
"บอกมา... ศิลา รอยจารึกนั่นอยู่ที่ไหน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกของเจ้าสัวบูรพา ดังสะท้อนอยู่ในห้องกักกันใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็กและคาวเลือด กลิ่นของความตายที่ลอยคลุ้งอยู่รอบตัวไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มบนเก้าอี้เหล็กขยับเขยื้อน หากแต่มันกลับเป็นแรงกระตุ้นให้เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน ความเจ็บปวดจากแส้ที่ฟาดลงมาบนแผ่นหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่านับไม่ถ้วนทำให้ผิวหนังของเขาฉีกขาด แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความว่างเปล่าในส่วนลึกของจิตใจที่พยายามยื้อแย่งเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่บวมปูดของเขาจ้องมองผ่านความมืดสลัวไปยังเงาร่างของชายวัยกลางคนที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากที่แตกยับขยับคลี่ยิ้มเหยียดออกมาอย่างยากลำบาก "ถ้าผมรู้... ผมคงบอกตัวเองไปนานแล้วเจ้าสัว" เขาเค้นเสียงแหบพร่าออกมา "แต่ก็นะ... ความลับที่แกตามหา มันอาจจะเป็นสิ่งที่แกไม่มีวันเข้าใจ เพราะมันไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสมุดบัญชีสกปรกๆ ของแกหรอก" *เพียะ!* ฝ่ามือหนาฟาดลงบนใบหน้าของศิลาอย่างแรงจนหน้าหันไปตามแรงเหวี่ยง เลือดสีเข้มกระเซ็นเปรอะลงบนพื้นปูน เจ้าสัวบูรพาไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เขาเพียงแค่หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาเช็ดมืออย่างใจเย็น แววตาของเขาไร้ซึ่งความปรานี ราวกับกำลังมองดูหนอนแมลงที่กำลังดิ้นรนก่อนจะถูกขยี้ให้ตาย "ความอดทนของฉันมีจำกัด ศิลา" เจ้าสัวกล่าวพลางเดินวนรอบตัวเขา "รินรดาคงไม่อยากเห็นภาพที่แกค่อยๆ แตกสลายไปทีละชิ้นหรอกใช่ไหม? หรือว่า... แกยังหวังว่าเธอจะกลับมาช่วยแกอยู่? ลืมความฝันหวานๆ นั่นไปเสียเถอะ เพราะตอนนี้เธอเองก็กำลังอยู่ในจุดที่แกไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการถึงได้" หัวใจของศิลาเต้นกระตุกวูบ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบพุ่งพล่านขึ้นมาทันที รินรดา... ผู้หญิงคนเดียวที่เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในอดีตอันมืดมิดของเขา หากเธอต้องมาตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะเขาเก็บงำความลับที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ นั่นคือสิ่งที่เขาไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้ "อย่าแตะต้องเธอ" ศิลาขู่เสียงต่ำ "งั้นก็พูดมา!" เจ้าสัวตะคอกกลับ จังหวะการหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้น บ่งบอกว่าความใจเย็นจอมปลอมเริ่มสั่นคลอน "รอยจารึกนั้นเชื่อมโยงกับโครงการลับของตระกูลแก แกเป็นคนเดียวที่รู้ตำแหน่งของมัน... อย่าให้ฉันต้องเริ่มใช้วิธีที่โหดร้ายกว่าเดิมกับคนใกล้ตัวแกเลย" ศิลาหลับตาลง ภาพในวัยเด็กแวบเข้ามาในห้วงความคิด—เสียงกระซิบของพ่อในวันที่บ้านถูกไฟไหม้ กลิ่นไหม้ของกระดาษโบราณ และสัญลักษณ์ประหลาดที่ฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของความจำ เขาไม่ใช่แค่ผู้ถือครองความลับ แต่มันเหมือนกับว่าเขากำลัง 'แบกรับ' คำสาปแช่งของคนรุ่นก่อนเอาไว้เสียมากกว่า เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เหนื่อยล้าแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าว "แกอยากรู้มากใช่ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน?" ศิลาหัวเราะในลำคออย่างผู้มีชัย "มันไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลหรอก... มันอยู่ในที่ที่แกไม่มีวันเข้าถึง ต่อให้แกจะฆ่าฉันตายในวันนี้ ความลับนี้ก็จะฝังไปพร้อมกับกระดูกของฉัน แล้วแกก็จะกลายเป็นเพียงเศษซากของประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครจดจำ" เจ้าสัวบูรพาชะงักไปครู่หนึ่ง เขาส่งสัญญาณมือให้ชายชุดดำที่ยืนอยู่มุมมืดให้เข้ามาใกล้ ชายคนนั้นก้าวออกมาพร้อมกับอุปกรณ์แปลกตาที่ดูเหมือนเครื่องสแกนคลื่นสมองแบบพกพา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดูแปลกแยกจากบรรยากาศห้องขังยุคเก่าแห่งนี้ "ถ้าปากแกแข็งนัก ก็ให้เครื่องมือนี้ช่วยปลดล็อกความทรงจำที่แกพยายามซ่อนไว้เถอะ" เจ้าสัวกล่าวพลางถอยห่าง "เริ่มได้" เมื่อหัวโพรบเย็นเยียบสัมผัสลงบนขมับของศิลา กระแสไฟฟ้าแรงสูงก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดประหนึ่งมีเข็มเป็นหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาทสมอง ภาพความทรงจำเริ่มบิดเบี้ยวและพังทลาย ศิลาแผดเสียงร้องออกมาด้วยความทรมาน แต่ในความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินสติสัมปชัญญะ เขากลับเห็นภาพหนึ่งชัดเจนขึ้นมา... มันคือเงาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องลับในความทรงจำที่เขาหลงลืมไปนานปี เธอหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า และในมือของเธอนั้น... เธอกำลังกุมกุญแจสำคัญที่เขากำลังตามหาอยู่ ทว่าในขณะที่เครื่องมือทำงานถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในห้องขัง เจ้าสัวบูรพาหันขวับไปมองทางประตูที่เพิ่งเปิดออกอย่างแรง "นายครับ! แย่แล้วครับ!" ชายชุดดำวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา "รินรดา... เธอหายตัวไปจากห้องกักกันชั้นบนแล้วครับ! แถมระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดกำลังถูกรหัสลับปริศนาแทรกแซง!" เจ้าสัวบูรพาหน้าถอดสีทันที เขาหันกลับมามองศิลาที่นอนสลบไสลด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะตวาดลั่น "ปิดระบบทุกอย่าง! อย่าให้ใครออกไปได้!" แต่ในความเงียบงันชั่วอึดใจนั้นเอง เสียงปรบมือแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องขังที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เจ้าสัวถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจสุดขีด "ไม่คิดเลยว่าเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ จะใช้วิธีล้าสมัยแบบนี้สอบปากคำคนสำคัญของฉัน" เสียงนั้นเป็นเสียงที่ศิลาคุ้นเคยดีที่สุด แม้ในยามที่สติใกล้ดับวูบเขาก็ยังจำได้แม่น... มันคือเสียงของคนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่สิบปีก่อน ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "เงามายาใต้รอยจารึก" จนถึงวินาทีนี้ครับ หากชื่นชอบตอนต่อไปเตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ!
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%