อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง•ตอนที่ 35

กระแสสังคม

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
“หยุดการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มธุรกิจในเครือทั้งหมดเดี๋ยวนี้... ผมไม่สนว่าพวกคุณจะใช้วิธีไหน แต่ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงข่าวนี้ยังเป็นกระแสหลักในหน้าสื่อหลัก ผมจะให้พวกคุณทุกคนไปหางานใหม่ทำที่อื่น หรือไม่ก็ไปหางานทำในนรก!” เสียงตะคอกกึกก้องสะท้อนอยู่ในห้องประชุมที่กว้างขวางและเย็นเยียบด้วยอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เจ้าสัวบูรพากระแทกสมาร์ทโฟนราคาสูงลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่องจนเกิดเสียงดังสนั่น ใบหน้าของชายผู้กุมชะตาอาณาจักรการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบัดนี้แดงก่ำด้วยโทสะ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบราวกับจะระเบิดออก รอบโต๊ะประชุม บรรดานักบริหารระดับสูงและที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์ต่างนิ่งเงียบราวกับรูปปั้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอแท็บเล็ตตรงหน้าไม่ใช่แค่ ‘ข่าว’ แต่มันคือ ‘คำพิพากษา’ ภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อนถูกเผยแพร่ออกมาในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในเวลาไล่เลี่ยกัน มันเป็นภาพเอกสารสัญญาที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินผืนสุดท้ายของหมู่บ้านคนจน ซึ่งมีลายเซ็นของเจ้าสัวบูรพากำกับอยู่อย่างชัดเจน ศิลานั่งอยู่ห่างออกไปในมุมมืดของร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามตึกสูงระฟ้าของเจ้าสัวบูรพา เขาจ้องมองความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวขึ้นผ่านทางหน้าต่างกระจกใส รินรดานั่งอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองดูข้อมูลที่ไหลทะลักออกมาในโลกออนไลน์ด้วยแววตาสั่นระริก “เราถอยไม่ได้แล้วนะศิลา” รินรดาเปรยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอแผ่วเบาแต่หนักแน่น “หลักฐานนี้... มันไม่ได้แค่ทำลายชื่อเสียง แต่มันจะทำให้โครงสร้างอำนาจทั้งหมดของเขาสั่นคลอน คนที่เคยถูกเขาเหยียบย่ำจะเริ่มลุกขึ้นมาทวงคืน” “มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ริน” ศิลาตอบโดยไม่ละสายตาจากกลุ่มนักข่าวที่เริ่มกรูเข้าไปล้อมหน้าตึก “เขามีเงิน มีอิทธิพล และมีเงาที่คอยปกป้องเขาอยู่ ผมยังไม่เห็นเงาตัวนั้นปรากฏออกมาเลย ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด” ในขณะที่ศิลาและรินรดากำลังวิเคราะห์สถานการณ์ บรรยากาศภายในห้องประชุมชั้นบนสุดของตึกอาณาจักรเจ้าสัวก็ยิ่งบีบคั้นขึ้นไปอีก เจ้าสัวบูรพาเดินไปที่ริมหน้าต่าง มองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาเย็นชาผิดกับอารมณ์เมื่อครู่ เขาหยิบซิการ์ขึ้นมาจุดสูบ กลิ่นควันจางๆ อบอวลไปทั่วห้อง “ท่านครับ... มีคนส่งข้อความมาถึงท่านครับ” เลขาส่วนตัวก้าวเข้ามาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ยื่นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่ถูกเข้ารหัสไว้ให้ เจ้าสัวรับมาดูเพียงครู่เดียว นัยน์ตาคมกริบของเขาก็หรี่ลง ท่าทีที่เคยเดือดดาลกลับสงบนิ่งดุจน้ำค้างแข็ง ชายวัยกลางคนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความอำมหิตจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “พวกเขานึกว่าฉันเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่รอวันถูกล้มงั้นหรือ?” เจ้าสัวบูรพาหันกลับมามองลูกน้อง “ในเมื่อพวกมันอยากให้ข่าวนี้เป็นกระแสสังคมนัก ก็จงเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก บอกสื่อทุกสำนักว่าฉันจะเปิดแถลงข่าวสดภายในสามชั่วโมงนี้... และเตรียมเอกสารชุด ‘ปลอม’ ที่เราเตรียมไว้สำหรับแพะรับบาปให้พร้อม” ทางด้านศิลา เขากำลังจะก้าวออกจากร้านกาแฟเพื่อไปยังจุดนัดพบกับสายข่าวที่ติดต่อมา แต่แล้วโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นรัว มันไม่ใช่ข้อความแจ้งเตือนข่าว แต่เป็นไฟล์เสียงที่ถูกส่งมาจากเบอร์ที่ไม่มีชื่อ เขากดฟังด้วยความสงสัย เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงดนตรีที่คุ้นหู... เป็นทำนองเพลงกล่อมเด็กที่แม่ของเขาเคยร้องให้ฟังก่อนที่ความทรงจำของเขาจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล ศิลาชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ “ริน... เธอได้ยินไหม?” รินรดาขมวดคิ้ว “ได้ยินอะไรศิลา? ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ” ศิลามองไปรอบตัว ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ ผู้คนบนถนนยังคงวุ่นวายกับกระแสข่าวใหญ่ แต่สำหรับเขา เสียงเพลงนี้มันดังลึกอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่คนทั่วไปจะได้ยิน แต่มันคือเสียงสัญญาณที่บอกว่า ‘เงามายา’ ได้เริ่มขยับตัวเข้ามาหาเขาแล้ว “ศิลา! ดูนั่น!” รินรดาร้องอุทานพลางชี้ไปที่หน้าจอดิจิทัลยักษ์กลางแยกที่ติดกับตึกเจ้าสัว ข่าวที่เคยเสนอเรื่องการโกงที่ดินของเจ้าสัวบูรพาถูกตัดจบลงอย่างกะทันหัน ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นภาพวงจรปิดจากมุมหนึ่งที่ศิลาจำได้แม่น... มันคือภาพของเขาเองในคืนที่เขาบุกเข้าไปในคลังเอกสารลับเมื่อสัปดาห์ก่อน ชายในชุดดำที่ปรากฏบนจอหันกลับมามองกล้องอย่างจงใจ ก่อนจะถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่มันคือใบหน้าของศิลาที่ถูกตัดต่ออย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาถึงกับตัวเย็นวาบคือข้อความที่วิ่งอยู่ใต้ภาพนั้น ‘คนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมข้อมูลและพยายามป้ายสีอาณาจักรเจ้าสัวคือคนคนนี้... ฆาตกรที่ทางการกำลังตามหาตัวอยู่’ ศิลายืนนิ่งอยู่กลางทางเท้า ผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นพร้อมกับการควักโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพเขาเพื่อเปรียบเทียบกับภาพบนจอ “เราติดกับแล้วศิลา...” รินรดากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เขารู้ตัวว่าเราจะทำอะไร และเขาก็ชิงลงมือก่อน... เขาใช้กระแสสังคมนั่นแหละ บดขยี้เรา” ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติ ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร เขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากเงามืดหลังตึกที่เขาเฝ้ามองอยู่เมื่อครู่ ไม่ใช่แค่เจ้าสัวบูรพาที่ดักรอเขาอยู่ แต่ยังมีใครบางคนที่เหนือกว่ากำลังชักใยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่เบื้องหลัง ชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนหนึ่งเดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาศิลา เขาสวมแว่นตากันแดดและมีท่าทีสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ชายคนนั้นหยุดยืนตรงหน้าศิลา ห่างไปเพียงก้าวเดียว ก่อนจะยื่นนามบัตรสีดำสนิทที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ ให้ “เจ้าสัวอยากคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว...” ชายชุดสูทพูดด้วยเสียงเรียบเฉย “แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้... ประชาชนที่โกรธแค้นเหล่านี้ อาจจะอยากคุยกับคุณก่อนที่เจ้านายผมจะมาถึงนะ” ศิลาหันไปมองฝูงชนที่เริ่มหยิบก้อนหินและข้าวของขึ้นมาในมือ เสียงตะโกนด่าทอเริ่มดังระงมขึ้นเรื่อยๆ ในวินาทีนี้นี่เองที่เขารู้ตัวว่า เส้นทางที่เขาเดินมาตลอดนั้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่กรงขังที่ถูกถักทอด้วยกระแสสังคมที่เขากำลังจะถูกทำลายไปพร้อมกับมัน แต่ในขณะที่ฝูงชนกำลังจะกรูเข้ามา ศิลาก็สังเกตเห็นประกายแสงบางอย่างจากชั้นดาดฟ้าของตึกฝั่งตรงข้าม... แสงจากกล้องสไนเปอร์ที่กำลังเล็งมาที่หน้าอกของเขา และเขารู้ดีว่ากระสุนนัดนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสังหารเขาในทันที แต่มันมีไว้เพื่อเปลี่ยนเขาให้กลายเป็น 'เหยื่อ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาของสาธารณชน ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับผมในทุกตัวอักษรนะครับ - ดรากอนไรเดอร์
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัศวินมังกรทมิฬ: กู่ก้องเหนือสมรภูมิเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%