กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในความมืด ยามที่ปลายเล็บของรินรดาจิกเข้ากับสันแฟ้มหนังสีดำสนิท—แฟ้มที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นไม้ปาร์เกต์ชั้นสามของคฤหาสน์ตระกูลธนากุลอย่างมิดชิด ทว่าในวินาทีที่เธอสอดนิ้วเข้าไปหยิบมันออกมา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอกลับกระชากวูบลงไปถึงตาตุ่ม เมื่อเสียงคลิกเบาๆ ของกุญแจมือถือ และแสงไฟฉายกราดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องหรี่ลงด้วยความแสบ
"คุณคิดจะทำอะไรในห้องทำงานส่วนตัวของผม... รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดีเสียยิ่งกว่าเสียงลมหายใจของตัวเองดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีแม้แต่ความตกใจ มีเพียงความเย็นเยียบที่บาดลึกและคำถามที่กดดันจนอากาศรอบตัวแทบแข็งตัว รินรดาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นช้าๆ เธอไม่ได้หันกลับไปทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่รีดเค้นออกซิเจนออกจากปอดของคนทั้งคู่ก่อน เธอสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายในหัว แล้วจึงหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของห้อง
ธันวายืนอยู่ตรงนั้น แสงไฟจากช่องประตูกระทบเข้ากับใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองเธอ—จ้องมองอดีตภรรยาที่เขาเคยผลักไสอย่างไร้เยื่อใย—ด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา มีทั้งความเจ็บปวด ความสำนึกผิด และความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่ง
"ฉันก็แค่... กำลังตามหาเศษซากความทรงจำที่หายไปของคุณหมอธันวาค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเธอว่างเปล่าไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างที่เขาควรจะได้รับ เธอยกแฟ้มในมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นหลักฐานว่าเธอไม่ได้มามือเปล่า "แปลกดีนะคะ ของสำคัญขนาดนี้ ทำไมต้องซ่อนไว้ลึกเสียจนคนเป็นภรรยา... ไม่สิ... อดีตภรรยาอย่างฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรับรู้"
ธันวาขยับตัวเข้าใกล้ทีละก้าว รองเท้าหนังส่งเสียงกระทบพื้นไม้ดังสะท้อนในความเงียบ เขากวาดตามองแฟ้มในมือเธอก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับเธอตรงๆ ความเจ็บปวดแล่นริ้วผ่านแววตาคู่นั้นอย่างปิดไม่มิด แต่มันถูกกลบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด
"บางเรื่อง... รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขขึ้นมาหรอกนะรินรดา" เขากล่าวเสียงพร่า มือหนายื่นออกไปหมายจะแย่งแฟ้มคืน แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาของเธอสะท้อนความระแวงและเกลียดชังที่ฝังรากลึก
"ความสุข? คุณยังมีหน้ามาพูดคำนี้กับฉันอีกเหรอคะ ธันวา" รินรดาเค้นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ความสมเพชและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ที่หน่วยตาแต่ไม่ยอมไหลร่วงลงมา "คุณทำลายชีวิตฉัน ทำให้ฉันกลายเป็นคนเสียสติ เดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตที่คุณสร้างขึ้นมาโดยที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงคืออะไร แล้วตอนนี้คุณยังกล้ามาทำตัวเป็นผู้ปกป้องฉันจากความจริงงั้นเหรอ?"
"ผมไม่ได้ปกป้องความจริง... ผมกำลังปกป้อง *คุณ*" ธันวาย้ำเสียงหนัก ดวงตาคมแดงก่ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่เธอคุ้นเคยในอดีตลอยแตะจมูก แต่มันไม่ได้ทำให้เธอใจอ่อนเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาในอก
"หยุดพูดจาไร้สาระเสียที!" รินรดากระแทกเสียงกร้าว ความอดทนที่สั่งสมมานานระเบิดออก เธอขว้างแฟ้มในมือใส่หน้าอกเขาเต็มแรง จนเอกสารบางส่วนหลุดร่วงกระจายเกลื่อนพื้น "ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมในนี้ถึงมีชื่อของฉัน! ทำไมมันถึงมีบันทึกการรักษาทางจิตเวชที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาโดยฝีมือของคุณเอง!"
ธันวาก้มมองเอกสารที่เกลื่อนกราดบนพื้นด้วยแววตาที่แตกสลาย ร่องรอยความเย่อหยิ่งทลายลงในพริบตา เขาคุกเข่าลงช้าๆ เพื่อเก็บมันขึ้นมาทีละแผ่น มือหนาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้อนของคนทั้งสองที่ดังแข่งกัน
"ริน..." เขาเอמהเสียงแผ่วเบา รั้งข้อมือเธอไว้เบาๆ ยามที่เธอทำท่าจะก้าวเดินหนี "ถ้าคุณรู้ความจริงทั้งหมด... คนที่จะแหลกสลายไม่ใช่ผม... แต่จะเป็นคุณเอง"
รินรดาก้มลงมองมือที่กุมข้อมือเธอไว้ เธอยิ้มหยันให้กับความน่าสมเพชของอดีตสามี ก่อนจะสะบัดออกอย่างไม่ใยดีจนข้อมือเรียวขึ้นรอยแดง
"ฉันแตกสลายจนไม่รู้จะแตกสลายอย่างไรแล้วค่ะ ธันวา" เธอกระซิบชิดริมฝีปากเขา แววตาดุดันและเยชาสะสะใจจนเขาสะท้าน "คุณคิดว่ายังมีอะไรในโลกนี้ที่สามารถทำร้ายฉันได้มากกว่าที่คุณเคยทำอีกเหรอ? ปลดปล่อยฉันไปซะ หรือไม่ก็เตรียมตัวรับผลกรรมที่คุณเป็นคนก่อขึ้นมาได้เลย"
เธอก้าวถอยหลังเตรียมจะเดินพ้นจากประตูห้องทำงานมืดทึบนี้ ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงฝีร้ากเล็กๆ และเสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะขึ้นจากด้านนอกห้อง
*"คุณแม่คะ... น้าธันวาบอกว่าเสร็จแล้วเราจะไปทานไอศกรีมกันไม่ใช่เหรอคะ?"*
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยราวๆ ห้าขวบดังขึ้นพร้อมกับที่บานประตูถูกผลักเปิดออกด้วยมือเล็กๆ รินรดาร่างกายแข็งทื่อ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางกระบาลในเสี้ยววินาที
ธันวาหน้าซีดเผือด เขารีบพุ่งตัวจะไปปิดประตู แต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับใบหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองผู้ใหญ่ทั้งสองคนด้วยความสงสัย ก่อนที่เด็กน้อยจะหันไปมองหน้าธันวาแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาดับวูบลงในทันที
"คุณพ่อขา... ทำไมคุณแม่ถึงร้องไห้ล่ะคะ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทรงจำอันมืดมิดและบีบคั้นหัวใจไปกับ "กระจกเงาต้องสาป" นะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 13
กลลวงของนักสะสม
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!