กลิ่นอายจางๆ ของน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณอายุร่วมร้อยปี ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
รินรดายืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าตู้กระจกนิรภัย แสงไฟสปอตไลท์สีนวลส่องกระทบลงบนเอกสารสำคัญในมือของเธอ—ผลตรวจ DNA ฉบับจริง และเอกสารรับรองสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่งถูกส่งมาถึงโต๊ะทำงานของเธอเมื่อสามวันก่อน ตัวอักษรสีดำสนิทบนกระดาษแผ่นนั้นกรีดลึกลงไปในรอยแผลเป็นทางจิตวิญญาณที่เธียรพยายามกลบฝังมันไว้ด้วยความเย็นชามาตลอดหลายปี
ทว่า... เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลัง ดึงเธอกลับสู่ความเป็นจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่ากระดาษแผ่นนั้น
"คุณยังคงมีนิสัยชอบจมดิ่งอยู่กับอดีตที่ไม่ยอมปล่อยวางเหมือนเดิมสินะครับ... ริน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่าสะท้าน แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานดังขึ้น รินรดารู้สึกได้ถึงอุณหภูมิรอบกายที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เธอยังไม่หันกลับไปมองทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบคั้นบรรยากาศระหว่างเขากับเธอให้ตึงเครียดจนแทบขาดใจ
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ชายคนที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นสามี และเป็นคนทำลายเศษเสี้ยวความทรงจำในชีวิตของเธอจนแหลกสละ
ธันวาในวันนี้ไม่ได้สวมชุดสูทเนี๊ยบกริบแบบในอดีต ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นรอยสักจางๆ ที่ข้อมือ—ร่องรอยของความคะนองในวัยเยาว์ที่เธอเกลียดนักหนา ดวงตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และประกายบางอย่างที่เธอไม่อยากตีความมันว่าคือ 'ความอาลัยอาวรณ์'
"ฉันไม่คิดว่าคนอย่างคุณ จะมีหน้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้... ธันวา" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินสวนกัน
ธันวากวาดสายตามองอดีตภรรยาที่บัดนี้สลัดคราบหญิงสาวผู้เปราะบางในอดีตทิ้งไปจนหมดสิ้น รินรดาในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มดูสง่างาม เย็นชา และทรงพลัง เธอยืนอยู่ตรงนั้น... ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับเหมือนอยู่คนละฟากฝั่งของมหาสมุทร
"ผมไม่ได้มาในฐานะสามีเก่าของคุณ ริน..." ธันวาเว้นจังหวะ ดวงตาสสีเข้มไหววูบชั่วขณะเมื่อกวาดมองใบหน้าเรียบเฉยที่เขาเคยทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ผมมาในฐานะ 'ผู้บริจาค' วัตถุโบราณ... และในฐานะคนที่ต้องการทวงสิทธิ์บางอย่างคืน"
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาช้าๆ ส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง
"ทวงสิทธิ์? คุณยังมีหน้ามาพูดคำนี้กับฉันอีกเหรอ ธันวา?" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่คมกริบฉายแววอาฆาตมาดร้ายที่เธอไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป "วันที่ฉันสูญเสียความทรงจำ วันที่ฉันนอนร้องไห้ปริ่มจะขาดใจอยู่บนเตียงโรงพยาบาลโดยไม่มีแม้แต่เงาของคุณ... คุณอยู่ที่ไหน? วันที่คุณเซ็นเอกสารบ้าๆ นั่นเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของคุณ คุณเคยเหลียวแลฉันบ้างไหม!"
ทุกคำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ ธันวาไม่แม้แต่จะหลบสายตา เขายอมรับความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ด้วยความเต็มใจ เพราะเขารู้ดีว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญในอดีต
"ผมรู้ว่าผมมันเลว... รู้ว่าไม่มีคำแก้ตัวใดๆ จะลบล้างความผิดที่ผมทำลงไปได้" ธันวาก้าวเข้าไปใกล้เธอเช่นกัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูก "แต่เอกสารที่คุณถืออยู่... มันบอกความจริงทั้งหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ริน? ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทอดทิ้งคุณ... ผมต่างหากคือคนที่พยายามปกป้องคุณจากความโสมมของครอบครัวผมเอง"
"หุบปากซะ!" รินรดาตวาดเสียงกร้าว มือเรียวบางกำเอกสารในมือแน่นจนยับยู่ยี่ ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นมาจนหน้ามืดสว่าง "อย่าเอาคำว่า 'ปกป้อง' มาอ้างเพื่อความเห็นแก่ตัวของคุณ! คุณมันก็แค่คนขลาดเขลาที่กลัวว่าความลับเน่าเฟะของคุณจะถูกเปิดเผย!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เคมีแห่งความเกลียดชังและแรงดึงดูดอันตรายยังคงคุกรุ่นอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้น
ธันวาถอนหายใจยาวนาน ดวงตาคู่คมทอดมองเธอด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะคาดเดา "คุณจะเกลียดผม จะเหยียบย่ำผมให้จมดินแค่ไหนก็ได้ ริน... แต่เรื่องลูก คุณไม่มีสิทธิ์กีดกันไม่ให้ผมพบเขา"
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็ชะงักกึก สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในเสี้ยววินาที หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อรู้ว่าเขารู้ความลับเรื่องนี้แล้ว
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากตอกกลับ เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยวัยห้าขวบพร้อมเสียงเจื้อยแจ้วก็ดังขึ้นมาจากมุมห้องจัดแสดง...
"คุณแม่ครับ! น้องปาล์มหาคุณแม่ไม่เจอเลย..."
ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมน่ารักวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโอบกอดขาของรินรดาไว้แน่น แต่แล้ว ดวงตากลมโตใสแป๋วคู่นั้นก็เงยขึ้นมองชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงข้าม
ธันวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
สายตาของเขาเลื่อนลงมามองเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้า ถอดแบบพิมพ์มาDจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา... และดวงตากลมโตคู่นั้น ก็มองตอบกลับมาด้วยแววตาที่คุ้นตาอย่างประหลาด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 3
ชายที่เคยทำลายชีวิต
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!