ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 2

เสียงกระซิบจากเถ้าถ่าน

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณและฝุ่นผงจากกาลเวลา ไม่เคยน่าสะพรึงกลัวเท่ากับความเงียบงันที่กำลังกัดกินประสาทสัมผัสในห้องจัดแสดงนิทรรศการปิดตาย รินรดายืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกสลักขึ้นด้วยความเจ็บปวด ปลายเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเองจนเนื้อแทบปริแตก ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่กำลังกรีดร้องอยู่ในหัว สมองส่วนที่ถูกบล็อกไว้ด้วยกลไกการป้องกันตัวเองจากโศกนาฏกรรมเมื่อสี่ปีก่อน กำลังถูกค้อนแห่งความจริงทุบทำลายลงทีละน้อย "คุณอาคะ คุณแม่บอกว่าให้หนูกลับบ้านได้แล้วค่ะ" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบ รอยยิ้มบริสุทธิ์นั้น... มันช่างบาดลึกราวน้ำกรดที่สาดซัดลงบนแผลเป็นที่ยังไม่เคยแห้งสนิท รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ทว่าออกซิเจนที่สูดเข้าไปกลับมีแต่กลิ่นคาวเลือดและความอึดอัด เธอกวาดสายตามองเด็กชายสลับกับธันวา—อดีตสามีผู้ชายคนที่เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอจนไม่เหลือชิ้นดี ผู้ชายที่เคยประกาศกร้าวว่าเด็กในครรภ์ของเธอเป็นเพียง "ภาระ" และ "ความผิดพลาด" ที่เขาไม่เคยต้องการ ธันวานิ่งงันไปแล้ว ดวงตาคมกราบกรานคู่นั้นเบิกกว้าง ร่างสูงใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อสายตาของเขาเคลื่อนจากใบหน้าของเด็กชาย ไปสะดุดเข้ากับ "ปานแดงรูปจันทร์เสี้ยว" เล็ก ๆ ที่หลังใบหูขาวสะอาดนั่นเช่นกัน ความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความโหดร้ายกำลังแผดเผาพวกเขาCทั้งคู่ให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน "ริน..." เสียงทุ้มต่ำของธันวาแหบพร่าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม เขาขยับฝ่าเท้าเข้ามาหาเธอช้า ๆ ราวกับคนใกล้ตายที่กำลังไขว่คว้าหาอากาศ "นั่นมัน... หมายความว่ายังไง..." "ถอยไป!" รินรดากระชากเสียงกร้าว นัยน์ตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาบัดนี้ลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความแค้นและความระทมตื้นตัน เธอก้าวถอยหลังหนีสัมผัสที่พยายามจะเอื้อมมาแตะไหล่ "อย่ามาแตะต้องฉัน! ด้วยมือคู่นี้... มือที่เคยผลักไสฉันลงไปในนรกเมื่อสี่ปีก่อน!" "ริน ฟังผมก่อน..." ธันวาละล่ำละลัก แววตาของนักสะสมวัตถุโบราณผู้เคยเย่อหยิ่งและไร้หัวใจ บัดนี้พังทลายลงไม่เป็นท่า หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หน่วยตาคมคายอย่างน่าสมเพช "ผม... ผมไม่เคยรู้..." "คุณไม่เคยรู้อะไรเลยเหรอ ธันวา!" รินรดากรีดเสียงหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา น้ำตาที่กลั้นไว้พรั่งพรูลงมาอาบสองแก้มอย่างไม่ยอมจำนน "เพราะความเย่อหยิ่งของุคุณ เพราะความใจร้ายไร้มนุษยธรรมของคุณ ที่บอกว่าฉันกุเรื่องขึ้นมาเพื่อเกาะคุณกิน! คุณจำคำพูดพวกนั้นไม่ได้แล้วเหรอคะ หรือว่าสมองอันแสนประเสริฐของคุณมันเลือกที่จะลืมมันไปหมดแล้ว เหมือนกับที่ฉันเคยสูญเสียความทรงจำไปเพราะคุณ!" ความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มปะติดปะต่อ เสียงร้องไห้ระงมในห้องผ่าตัดที่หนาบن ภาพเครื่องมือแพทย์ที่เย็นเฉียบ และเสียงสะอื้นของเธอเองในคืนที่ฝนตกกระหน่ำ—คืนที่เธอสูญเสียทั้งลูกน้อยและตัวตนไปพร้อมกัน มันย้อนกลับมาทุบตีหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า รินรดายกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเย็นเฉียบ ทว่าเธอกลับไม่ยอมให้ธันวาเข้ามาประคองแม้แต่นهاยนิ้วเดียว "คุณแม่อย่าร้องไห้สิครับ" เด็กน้อยเอียงคอด้วยความสงสัย เดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือป้อม ๆ มาหมายจะเช็ดน้ำตาให้รินรดา ภาพนั้นยิ่งทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แหลกสลายเป็นผุยผง เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่... เติบโตมาโดยที่เธอคิดว่าเขาตายไปพร้อมกับความมืดมิดในคืนนั้น แต่ทว่า... เขาไปอยู่กับใคร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้? และที่สำคัญที่สุด... ธันวาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรกกันแน่? ธันวาก้มตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นเคียงข้างเธอ หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บแปลบราวกับถูกมีดกรีด เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ความเย็นชาที่เขาเคยใช้ลงทัณฑ์เธอในอดีต กลับย้อนกลับมาลงทัณฑ์ตัวเขาเองในรูปแบบที่เจ็บปวดที่สุด "ริน... ผมขอโทษ..." คำพูดเดิม ๆ ที่ไร้ความหมาย ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา "ผมยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว... อยากให้ผมชดใช้ด้วยอะไร ยินยอมให้ผมตายตรงนี้ก็ได้ แต่ได้โปรด... บอกผมที ว่าเด็กคนนี้..." "ชดใช้เหรอคะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามี รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก สวยงาม เย็นชา และไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ ทั้งสิ้น แววตาของเธอดำมืดสนิทราวกับก้นบึ้งของเหวนรก "ชีวิตของลูกฉัน... คุณเอาคืนมาได้ไหมล่ะคะ ธันวา? เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไปครึ่งชีวิตของฉัน... คุณเอาความสุขในวัยเด็กของลูกเรากลับคืนมาได้หรือเปล่า?" ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองเพลิง ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ดีว่าความผิดบาปครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะให้อภัย และตัวเขาเองก็ไม่คู่ควรแม้แต่จะเอ่ยคำขอร้องใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนัก ๆ คู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสลัวด้านนอกห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าหนังที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและเชื่องช้า ทำลายบรรยากาศอันแสนร้าวรานให้หยุดชะงักลง รินรดาและธันวาหันไปมองพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ ร่างสูงโปรดของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตากลับคมกริบและเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก ในมือหนาของเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ พร้อมกับซองกระดาษที่จ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรตัวโตอย่างชัดเจน "ขอโทษที่ขัดจังหวะครอบครัวกำลังปรับความเข้าใจกันนะครับ..." ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง ชวนให้สันหลังวาบหวิว "แต่ดูเหมือนว่า... พวกคุณยังมองข้าม 'ความจริง' อีกชุดหนึ่งไปเสียสนิทเลยนะครับ คุณธันวา คุณรินรดา" รินรดากะพริบตาไล่หยาดน้ำตา หรี่ตามองผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามบังร่างของภรรยาเก่าและเด็กชายไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณนักล่า ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะโยนซองเอกสารในมือลงบนโต๊ะไม้โบราณตรงกลางห้อง เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวดังทึบ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของพวกเขาทุกคน "ผลตรวจ DNA ฉบับจริง... และเอกสารรับรองสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรที่เซ็นโดย 'ตัวจริง' ของคุณเมื่อสามวันก่อน อยู่ในนั้นแล้วครับ" ด้วยความขอบคุณจากใจจริง "กระจกเงาต้องสาป"
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%