กลิ่นอับของกาลเวลาและฝุ่นผงที่หมักหมมมานับทศวรรษในโกดังเก็บวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ช่างคล้ายคลึงกับซากปรักหักพังในจิต
วิญญาณของรินรดาเหลือเกินค่ะ
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือสีขาวสะอาดลากผ่านสันกล่องไม้เนื้อแข็งที่ขึ้นราจาง ๆ ความมืดสลัวและแสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนกะพริบ
ติด ๆ ดับ ๆ ยิ่งขับเน้นบรรยากาศให้วังเวงราวกับหลุดเข้ามาในห้วงภวังค์แห่งความทรงจำที่เธอจงใจฝังกลบมันไว้ใต้ดินลึก
สี่ปีเต็ม ๆ ที่เธอพยายามใช้ชีวิตอย่างหุ่นยนต์ไร้หัวใจ สี่ปีที่รอยแผลเป็นจากการสูญเสียความทรงจำบางช่วงถูกปิดตายด้วยกุญแจแห่งความเย็นชา
ทว่า หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งยามเมื่อนึกถึงเงาของใครบางคน—ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอดีตสามี
"คุณรินรดาคะ... เอกสารบัญชีวัตถุโบราณล็อตใหม่จากคฤหาสน์ตระกูลอัศวเดชา จัดการเสร็จเรียบร้อยหรือยังคะ?"
เสียงของเจ้าหน้าที่ฝึกงานสาวลอดเข้ามาทางช่องประตูไม้ที่แง้มไว้ แต่มันกลับเบาหวิวราวกับมาจากโลกอื่น
"ยังค่ะ... อีกสักครู่ฉันจะตามออกไป"
รินรดาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มคมกริบไม่ได้ละไปจากกล่องไม้โบราณตรงหน้า
ตระกูลอัศวเดชา... นามสกุลที่เธอเกลียดชังและอยากลบเลือนไปจากสารบบความทรงจำมากที่สุด
นามสกุลของธันวา สามีผู้เย็นชา ไร้ความรู้สึก และเหยียบย่ำหัวใจเธอจนแหลกสลายในคืนวันแต่งงานและค่ำคืนอันโหดร้ายก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำไปครึ่งหนึ่ง
เขามองเธอเป็นเพียงดอกไม้ประดับบ้านที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง เป็นแค่ภรรยาในนามที่เขาพร้อมจะผลักไสไล่ส่งได้ทุกเมื่อ
ภาพความทรงจำที่ขาดวิ่นของคืนนั้นยังคงกรีดแทะเนื้อเยื่อในอกของเธอให้เจ็บแปลบ รอยยิ้มหยันและแววตารing...
ไม่ใช่สิ... แววตาสมเพชเวทนาที่เขาเคยใช้มองเธอยังคงตามหลอกหลอนราวกับเงาตามตัว
แต่ตอนนี้... เธอมันไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่อ่อนแอและร้องไห้ฟูมฟายรอความเมตตาจากเขาอีกต่อไปแล้วค่ะ
เธอคือภัณฑารักษ์มือหนึ่ง ผู้มีจิตใจแข็งกระด้างดั่งหินผา และพร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งที่ขวางหน้าเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีของตัวเอง
รินรดาปัดฝุ่นหนาเตอะออกจากฝากล่องไม้สลักลายวิจิตรบรรจง ลวดลายดอกกุหลาบเลื้อยพันรอบนาฬิกาทรายที่หยุดเดิน
มันช่างเป็นงานฝีมือที่คุ้นตาเสียเหลือเกิน... คุ้นจนหัวใจกระตุกวูบ
มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อเปิดฝากล่องไม้นั้นออก กลิ่นอายจาง ๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นหอมของน้ำหอมผู้ชายที่เธอเคยคุ้นเคยโชยเข้าจมูกทันที
ภายในกล่องหาใช่เครื่องประดับมีค่าไม่ แต่มันคือ "กล่องดนตรีไขลาน" เก่าคร่ำครึที่กลไกภายในขึ้นสนิมเขียว
ข้างกันนั้นมีสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทเล่มหนึ่ง วางทับอยู่บนรูปถ่ายใบโพธิ์เก่า ๆ ที่มุมกระดาษเหลืองกรอบ
รินรดากลั้นหายใจ หยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวังราวกับมันคือวัตถุระเบิดเวลา
ทันทีที่พลิกเปิดหน้าแรก ลายมือตวัดหวัดอันเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคนก็พุ่งเข้ากระแทกม่านตาจนเธอแทบหยุดหายใจ
*‘วันที่ 12 ตุลาคม... รินรดาไม่ควรมาเจอผมตั้งแต่แรก ความลับที่ผมแบกไว้มันหนักหนาเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะรับไหว... ถ้าวันหนึ่งเธอจำผมไม่ได้ นั่นคือความเมตตาเดียวที่ผมพอจะมอบให้เธอได้’*
ตัวอักษรแต่ละคำกรีดลึกลงไปในกลางใจ รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด
นี่มันอะไรกัน? หมายความว่าอย่างไร?
ธันวา... สามีผู้ใจร้ายและเย็นชาคนนั้น เขียนบันทึกบ้า ๆ แบบนี้ทำไม?
เขากำลังเล่นตลกอะไรกับชีวิตเธอกันแน่ ในเมื่อความทรงจำช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุของเธอหายวับไปกับตา ราวกับถูกลบด้วยยางลบแห่งความโหดร้าย
และไอ้กล่องดนตรีตัวปัญหานี้เล่า... ทำไมพอลองหมุนลานดูเบา ๆ เสียงเพลงบรรเลงกล่องดนตรีเพลงนั้นถึงได้คุ้นหูนัก
เพลงที่เป็นดั่งเพลงรัก... และเพลงสาปแช่งในเวลาเดียวกัน
ติ๊ก... ต็อก... เสียงกลไกด้านในหมุนวน ชวนให้ประสาทสัมผัสตึงเครียด
ในขณะที่รินรดากำลังจมดิ่งลงไปในหลุมพรางแห่งอดีตที่ค่อย ๆ กัดกินสติสัมปชัญญะ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินมืดทึบของโกดัง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ฝีเท้านั้นหยุดลงตรงหน้าประตูห้องเก็บของที่แง้มอยู่ รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล
กลิ่นอายคุ้นเคยที่เธอจดจำได้แม้หลับตานำพาความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วไขสันหลัง
เงาสูงโปร่งทอดทับลงมาบนผนังห้อง บดบังแสงไฟสลัวจนมิด ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอ...
สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหา และความสำนึกบาปอันหนักอึ้ง ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงแฝงอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยราดน้ำแข็งนั้น
"ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่... รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นฝนจาง ๆ ล้อมกรอบเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก
รินรดากำสมุดบันทึกในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เธอตวัดสายตากลับไปมองเขาด้วยแววตาที่แข็งกร้าว เย็นชา และไร้ความปราณีดั่งเช่นกระจกเงาต้องสาปที่สะท้อนความเกลียดชังออกเป็นเสี่ยง ๆ
"ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนกลางของพิพิธภัณฑ์ค่ะคุณธันวา... คนนอกอย่างคุณ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาเดินพล่ามอย่างไร้มารยาทแบบนี้"
เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน ไร้ซึ่งเยื่อใยใด ๆ ทั้งสิ้น
ธันวาแค่นยิ้มขมขื่น นัยน์ตาคู่คมไหววูบชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา เขายื่นมือหนาออกหมายจะคว้าข้อมือเธอ
แต่รินรดากลับชักมือหลบราวกับโดนของร้อน สายตาที่เธอมองเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เธอประกาศกร้าว
ธันวาชะงักมือค้างกลางอากาศ รอยยิ้มเจื่อนสนิทบนใบหน้าหล่อเหลา ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำใดแก้ตัว ประตูโกดังด้านหลังเขาก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสามขวบคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาเกาะชายเสื้อสูทของธันวา
"คุณพ่อขา... คุณแม่บอกว่าให้ตามคุณพ่อกลับไปทานข้าวด้วยกันได้แล้วครับ ทำไมคุณพ่อมานานจัง..."
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้างให้ธันวา—รอยยิ้มที่ถอดแบบพิมพ์มาเป๊ะ ๆ จากใบหน้าของธันวาแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว
ทว่า ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง รินรดากลับเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อสายตาของเผลอเหลือบไปเห็น "ปานแดงรูปจันทร์เสี้ยว" เล็ก ๆ ที่หลังใบหูของเด็กชายคนนั้น...
ปานรูปเดียวกับที่เธอเคยมี... และลูกน้อยในครรภ์ที่เธอสูญเสียไปเมื่อสี่ปีก่อนก็มีมันเช่นเดียวกัน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดนี้ไปกับ "กระจกเงาต้องสาป" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 1
วัตถุโบราณที่ไร้เจ้าของ
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!