กลิ่นอับของกาลเวลาและความตายคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ มันไม่ใช่กลิ่นของซากศพที่เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ หากแต่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของฟอร์มาลีนผสมกับกลิ่นอายความเย็นเยียบจากวัตถุโบราณอายุหลายร้อยปีที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจากหลุมศพ
รินรดายืนนิ่งสนิทอยู่หน้าตู้จัดแสดงโบราณวัตถุยุคอยุทธตอนปลาย แสงไฟสีส้มสลัวจากเพดานส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอจนเกิดเงาทอดยาวทาบทับลงบนกระจกใส ในสะท้อนนั้น ดวงตาของเธอว่างเปล่า ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาที่คมกริบราวกับใบมีดโกนอาบยาพิษ
"คุณไม่ควรอยู่ที่นี่... ริน"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง น้ำเสียงนั้นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ธันวา ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่ร้อนรน แววตาของอดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับฉายชัดถึงความหวาดกลัว—ไม่ใช่กลัวผีสาง แต่กลัวสิ่งที่กำลังจะพังทลายลงตรงหน้า
รินรดาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เธอเพียงแค่ยกปลายนิ้วเรียวขึ้นแตะกระจกตู้จัดแสดงเบาๆ รอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มที่แห้งกรังอยู่ด้านใน ซึ่งกาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือนร่องรอยนั้นได้ มันคือคราบเลือด... คราบเลือดของใครบางคนที่ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดในห้องนี้เมื่อสิบปีก่อน
"ทำไมฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ล่ะคะ ธันวา" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ เย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกราวกับถูกน้ำแข็งกัดกินขั้วหัวใจ "ในเมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้... คืออนุสรณ์สถานแห่งความลับที่คุณพยายามปกปิดฉันมาตลอดไม่ใช่หรือไง"
"ริน เรื่องนั้นมัน... มันผ่านมานานแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง" ธันวาพยายามก้าวเข้ามาใกล้เพื่อจะคว้าแขนเธอไว้ แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจแม้กระทั่งปลายนิ้วที่เคยโอบกอดเธอในอดีต
"ผ่านมานานแล้วงั้นเหรอ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นความเคียดแค้น "คุณคิดว่าเวลาสิบปีจะลบเลือนความจริงที่ว่า คุณเคยเอาชีวิตของใครบางคนมาสังเวยให้กับความโลภและการสะสมของพวกนี้ได้งั้นเหรอคะ?"
ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ยามที่มองอดีตภรรยาผู้เคยอ่อนโยนและยอมจำนนต่อเขาในทุกเรื่อง บัดนี้กลับกลายเป็นปีศาจสาวที่พร้อมจะฉีกกระชากเขาออกเป็นชิ้นๆ ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่เขาแบกรับไว้มันหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัย แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งความจริงนี้จะย้อนกลับมากลืนกินคนที่เขารักที่สุด
"ผมยอมเป็นคนเลวในสายตาคุณ... ผมยอมแบกรับความเกลียดชังของคุณไว้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้คุณต้องมาเห็นสภาพที่น่าสมเพชของผมในวันนั้น" ธันวากล่าวเสียงเครือ ดวงตาคู่คมแดงก่ำด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ "แต่คุณไม่ควรขุดคุ้ยมันขึ้นมา ริน... ยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ อันตรายมันก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวคุณมากเท่านั้น"
"อันตรายจากใครคะ? จากคุณ... หรือจากศพที่อยู่ในตู้ใบนี้กันแน่?"
รินรดาก้าวประชิดตัวเขา ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามีอย่างไม่เกรงกลัว ความทรงจำสีเทาที่ขาดหายเริ่มปะติดปะต่อขึ้นทีละน้อย ภาพของห้องนี้ คราบเลือดบนพื้น และเสียงกรีดร้องที่เคยถูกสะกดจิตให้ลืมเลือน... มันกำลังไหลหลากกลับคืนมาพร้อมกับความเจ็บปวดเจียนตาย
"คุณปกป้องฉันมาตลอด งั้นเหรอคะ?" รินรดาเหยียดยิ้มหยัน "หรือจริงๆ แล้วคุณแค่กลัว... กลัวว่าความลับชั่วช้าที่คุณทำร่วมกับตระกูลของคุณมันจะถูกเปิดโปงออกมาต่างหากล่ะ ธันวา!"
บรรยากาศรอบตัวอึมครึมลงถนัดตา ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมห้องจัดแสดงโบราณวัตถุอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของธันวาและแววตานิ่งสนิทที่ไร้ซึ่งความปราณีของรินรดา ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันบนกองซากปรักหักพังแห่งความสัมพันธ์ที่แตกสลาย ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ จะเยียวยาบาดแผลนี้ได้อีกแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นแว่วๆ จากโถงทางเดินด้านนอก...
ไม่ใช่เสียงของยามรักษาความปลอดภัย และไม่ใช่เสียงของพนักงานในพิพิธภัณฑ์
มันเป็นเสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอย่างรื่นเริง พร้อมกับเสียงฮัมเพลงกล่อมเด็กโบราณที่ดังก้องกังวานน่าขนลุก... เพลงเดียวกับที่รินรดามักจะได้ยินในความฝันยามที่เธอนอนไม่หลับมาตลอดสิบปี
ธันวาหน้าถอดสีทันที เขารีบคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวยิ่งกว่าตอนที่เห็นศพในตู้เสียอีก
"ซ...ซ่อนตัวเร็ว!" ธันวาพกระซิบเสียงสั่นพร่า ลมหายใจติดขัด "ลูก... ลูกของเรากำลังมาที่นี่!"
หัวใจของรินรดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั่วทั้งร่างชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เมื่อประตูบานใหญ่ของห้องจัดแสดงถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว... รอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากรินรดาและธันวาไม่มีผิดเพี้ยน
และในมือเล็กๆ นั้น... เด็กน้อยกำลังถือมีดโบราณเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง เล่มเดียวกับที่ซ่อนอยู่ในตู้กระจกแห่งความตาย
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทรงจำอันมืดมิดไปกับ "กระจกเงาต้องสาป" นะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 9
ร่องรอยการฆาตกรรม
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!