"ถ้าวันนั้นผมรวยกว่านี้ พ่อก็คงไม่ต้องตายในกระท่อมผุๆ นั่น"
ก้องพึมพำกับความว่างเปล่า ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาคลึงเศษเหรียญบาทในกระเป๋ากางเกงจนขอบมันวาว แสงไฟนีออนสลัวๆ จากป้ายร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามสาดเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นรอยยับย่นบนหน้าผากของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าที่ดูราวกับคนอายุล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว
ตรงหน้าเขาไม่ใช่โต๊ะอาหารหรูหรา แต่มันคือแผ่นสังกะสีเก่าๆ ที่เขาใช้แทนโต๊ะสำหรับวางกับข้าวถุงราคาถูกและเบียร์กระป๋องที่หมดไปครึ่งค่อนกระป๋อง ความเงียบของซอยแคบๆ ในย่านที่พักคนงานก่อสร้างไม่ได้ให้ความสงบ แต่มันคือความเวิ้งว้างที่ตอกย้ำให้เขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าแม้แต่กับเงาของตัวเอง
"ก้อง... คุณจะจมอยู่กับเรื่องนั้นไปถึงไหน"
เสียงของรินดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง เธอเดินเข้ามาเงียบๆ วางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาเล็กน้อยของเขา กลิ่นอายของหนังสือเก่าและกระดาษที่ติดตัวเธอมาเสมอทำให้อากาศรอบตัวดูสะอาดขึ้นผิดหูผิดตา แต่มันกลับทำให้ก้องรู้สึกละอายใจอย่างประหลาด เขาเบี่ยงตัวหลบสัมผัสนั้นด้วยความเคยชิน
"ถ้าคุณเป็นผม คุณจะลืมได้ไหมล่ะริน" ก้องเงยหน้ามองยอดตึกระฟ้าของเสี่ยวิชัยที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ "วันที่พ่อไอเป็นเลือดจนเปรอะเปื้อนพื้นดินบ้านเรา พ่อไม่ได้ขอเงินผมหรอกนะ พ่อแค่ขอให้ผมอยู่ดูใจ... แต่ผมกลับเลือกที่จะนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายเข้าเมืองมา เพราะเชื่อคำสัญญาของพวกมันว่าจะให้งานที่มั่นคง"
"ความผิดพลาดไม่ใช่ความผิดนะครับก้อง" รินนั่งลงบนลังไม้ใกล้ๆ สบตาเขาด้วยแววตาที่หนักแน่นเหมือนผืนดิน "เราทุกคนต่างมีบาดแผล แต่ถ้าคุณแบกมันไว้จนหลังค่อมแบบนี้ สุดท้ายคุณจะเดินไปข้างหน้าไม่ไหว คนที่บงการให้เราเป็นแบบนี้ เขาไม่ได้แค่อยากได้เงินคุณหรอก เขาอยากได้ 'จิตวิญญาณ' ของคุณด้วย"
ก้องแค่นยิ้ม มุมปากกระตุกอย่างขมขื่น "จิตวิญญาณเหรอ? สิ่งนั้นมันแลกเป็นยาแก้ไอให้พ่อได้ไหมล่ะ? หรือมันเอาไปวางมัดจำงานศพที่พ่อไม่ต้องนอนตัวแข็งบนแคร่ไม้ไผ่ได้หรือเปล่า? ทุกอย่างในเมืองนี้มันมีราคาป้ายติดไว้หมด ยกเว้นความตายที่ไร้ค่าจนไม่มีใครเหลียวแล"
เขายกเบียร์ขึ้นจิบ น้ำตาเม็ดหนึ่งร่วงหล่นลงในกระป๋องโดยที่เขาไม่คิดจะเช็ดออก ความทรงจำภาพสุดท้ายของพ่อ—มือที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกที่คว้าชายเสื้อเขาไว้แน่นในวันที่เขาตัดสินใจจากมา มันเป็นภาพหลอนที่คอยตามมาหักคอเขาในทุกๆ คืนที่หลับตา
"คุณไม่ได้เห็นแก่ตัว ก้อง" รินพยายามเกลี้ยกล่อม เสียงของเธอแผ่วเบาแต่กังวาน "คุณแค่เป็นเหยื่อของระบบที่มองคนเป็นเพียงวัสดุก่อสร้างที่พังแล้วก็ทิ้ง คุณเอาความโกรธแค้นนี้มาเป็นแรงผลักดันเถอะครับ ก่อนที่คุณจะกลายเป็นคนแบบเดียวกับเสี่ยวิชัยโดยไม่รู้ตัว"
"ไม่หรอก" ก้องสวนกลับทันควัน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมานาน "ผมไม่มีวันเป็นแบบนั้น เพราะถ้าวันไหนผมมีอำนาจพอ ผมจะทำให้พวกมันรู้ว่าคนตัวเล็กๆ ที่ถูกเหยียบย่ำจนจมดินน่ะ เวลาลุกขึ้นมาสู้ มันสามารถพังทลายอาณาจักรปูนเปียกของพวกมันให้พินาศได้ง่ายยิ่งกว่าการดีดนิ้ว"
บรรยากาศรอบข้างเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหมาจรจัดเห่าหอนอยู่ไกลๆ ลมเย็นยามดึกพัดผ่านมาหอบเอาเศษฝุ่นจากไซต์ก่อสร้างมาปะทะใบหน้า ทั้งคู่จมอยู่กับความคิดของตนเอง ก้องรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งวางทับอยู่ที่อก ความโหยหาบ้าน... ความคิดถึงไออุ่นของพ่อ และความอัปยศที่ยังไม่ได้ล้างแค้น มันตีรวนอยู่ในท้องจนแทบจะอาเจียน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายฉกรรจ์หลายคนก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ ก้องหันไปมอง เห็นแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องกราดมาที่มุมมืดที่เขานั่งอยู่ ชายร่างยักษ์สามคนในชุดสูทสีดำสนิท—ลูกน้องคนสนิทของเสี่ยวิชัย—เดินแหวกม่านฝุ่นเข้ามาโดยไม่เกรงใจ
"นายก้อง... เสี่ยเรียกตัวว่ะ" หนึ่งในนั้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
ก้องวางกระป๋องเบียร์ลงช้าๆ พยายามควบคุมอาการมือสั่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะเป็นรองคนเหล่านั้น แต่แววตาที่เขาส่งไปกลับทำให้พวกมันชะงักไปครู่หนึ่ง
"ถ้าผมไม่ไปล่ะ?" ก้องถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
ชายคนเดิมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบซองสีน้ำตาลหนาปึ้กออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงบนโต๊ะสังกะสีจนเกิดเสียงดัง 'ปึก' "เสี่ยฝากบอกว่า... หลักฐานการกู้ยืมเงินของพ่อมึงที่ค้างอยู่กับธนาคารของเสี่ย ตอนนี้มันอยู่ในซองนี้ทั้งหมด ถ้ามึงอยากเห็นพ่อมึงนอนสงบในที่ของเขาจริงๆ ก็ตามไปที่อาคารสำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้"
รินเบิกตากว้าง เธอคว้าแขนก้องไว้แน่น "อย่าไปนะก้อง! นั่นมันกับดักชัดๆ!"
ก้องมองซองจดหมายนั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันไปสบตาริน "ถ้าผมไม่ไป ผมก็คือคนขี้ขลาดที่ทำได้แค่ร้องไห้ใต้เงาตึกของมัน แต่ถ้าผมไป... อย่างน้อยผมก็จะได้รู้ว่าความตายของพ่อมีราคาค่าตัวเท่าไหร่ในสายตาของไอ้คนสารเลวนั่น"
ก้องสะบัดมือรินออกอย่างนุ่มนวลก่อนจะก้าวเดินไปหาคนของเสี่ยวิชัยโดยไม่หันกลับมามอง เขาเดินผ่านเงาดำของชายชุดสูทเหล่านั้นไปสู่ถนนใหญ่ที่แสงไฟสว่างจ้าจนแสบตา ทิ้งให้รินยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของซอยแคบๆ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกดโทรหาใครบางคน แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนที่เพิ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
'พิกัดที่คุณอยู่กำลังถูกล้อม... จงออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุดก่อนที่ตำรวจของเสี่ยจะไปถึง'
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความมืดมิดไปพร้อมกับผมจนถึงบรรทัดนี้ด้วยนะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 31
น้ำตาที่ไม่มีใครเห็น
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!