ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 8

จดหมายจากแม่

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นอับของกาวซีเมนต์และฝุ่นปูนทรายที่คละคลุ้งในห้องพักแคบๆ บนชั้นห้าของตึกแถวเก่าริมทางด่วน ไม่เคยจางหายไปไหน เช่นเดียวกับภาระหนี้สินที่กัดกินวิญญาณของก้องทีละน้อย นิ้วหยาบกร้านที่มีรอยแผลเป็นจากการถูกปูนกัดจนผิวลอก บรรจงกรีดซองจดหมายสีน้ำตาลกลางเก่ากลางใหม่ด้วยความระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ากระดาษแผ่นบางนี้จะแหลกสลายคามือ กระดาษโน้ตฉีกจากสมุดนักเรียนเลื่อนหลุดออกมา พร้อมกับลายมือหวัดๆ แต่คุ้นเคยของแม่—ลายมือที่ผ่านการจับจอบจับเสียมมาค่อนชีวิต *“ก้อง... แม่ขอโทษนะลูก ที่ต้องเขียนจดหมายมาบอกเรื่องนี้ตอนที่เอ็งกำลังเหนี่ยวรั้งตัวเองในเมืองกรุง แต่ตอนนี้บ้านเราไม่ไหวแล้ว เจ้าหนี้รายนั้นเขาไม่รอสิ้นปีเหมือนที่เคยตกลงกันไว้ เขาบอกว่าถ้าไม่มีเงินก้อนสามหมื่นภายในสิ้นสัปดาห์นี้ เขาจะเอาโฉนดที่ดินแปลงสุดท้ายไปจำนองเปลี่ยนมือ แม่พยายามกราบกรานเขาแล้ว ลูกเอ๋ย แม่มืดแปดด้านจริงๆ...”* ตัวอักษรแต่ละคำเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่บรรจงทิ่มแทงลงบนกลางใจ ก้องนั่งนิ่งอยู่บนลังกระดาษที่ใช้แทนเก้าอี้ ดวงตาสสีเข้มจ้องมองตัวหนังสือซ้ำไปซ้ำมา สมองขาวโพลนราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตจนไร้ความรู้สึก ภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็กผุดขึ้นมาในหัว—ภาพรอยยิ้มของแม่ยามที่เกี่ยวข้าวได้เต็มลานไทร ภาพพ่อที่ยอมอดข้าวเพื่อให้ลูกชายได้กินไข่เจียวร้อนๆ ก่อนไปโรงเรียน และภาพความฝันอันลมๆ แล้งๆ ของเขาเองที่เคยบอกกับพ่อแม่ว่า *“เข้ากรุงเทพฯ รอบนี้ ผมจะเอาเงินมาไถ่บ้านเราคืนให้หมด”* คำพูดนั้นช่างไร้เดียงสา และตลกร้ายสิ้นดีในยามนี้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท ดึงก้องกลับสู่ความโหดร้ายของโลกความเป็นจริง เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตู รínยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเธอไม่ได้เรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง แววตาของนักกิจกรรมสาวมีความกังวลฉายชัด มือเรียวถือแฟ้มเอกสารเก่าๆ แนบไว้ที่อก "ก้อง... นายโอเคไหม?" รินทักขึ้นทันทีโดยไม่รอให้เขาเอ่ยปาก "ฉันเพิ่งเจอพี่ม่ง... คนงานจากไซไซต์งานบอกว่า เสี่ยวิชัยสั่งเปลี่ยนบริษัทผู้รับเหมาช่วงแล้วนะ เขาจะเคลียร์คนงานชุดเก่าออกหมดสิ้นเดือนนี้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย" ข่าวร้ายซ้อนทับข่าวร้าย ราวกับพายุฝนที่โถมกระหน่ำใส่หลังคาบ้านมุงสังกะสีผุๆ ก้องหัวเราะในลำคอ—เสียงหัวเราะที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด "เปลี่ยนผู้รับเหมา?" ก้องทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน "แล้วพวกพี่ๆ ที่แบกปูนอยู่ข้างล่างล่ะ ริน... พวกเขาทำงานมาสามเดือนโดยได้ค่าแรงแค่ครึ่งเดียว แล้วไหนจะเงินค่ากะที่ค้างไว้อีก ครอบครัวพวกเขาก็กินข้าวเหมือนกันนะเว้ย!" "ฉันรู้..." รินหลบตา ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัด "พยายามคุยกับฝ่ายJuristic ของบริษัทเสี่ยวิชัยแล้ว แต่พวกมันบอกว่าสัญญาจ้างเป็นแบบรายวัน ไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น พวกมันกำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมายบีบให้พวกเรายอมแพ้ไปเอง" ก้องกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รอยแผลเป็นที่ฝ่ามือเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีระเบิดออกในความเงียบ เขามองหน้าเพื่อนสนิทผู้ไม่เคยย่อท้อต่อความอยุติธรรม รินสบตากลับมาด้วยความหวัง—ความหวังที่ดูริบหรี่เหลือเกินท่ามกลางตึกระฟ้าของเมืองหลวงที่พร้อมจะบดขยี้คนตัวเล็กๆ ให้แหลکคาเท้า "ถ้าพวกมันคิดว่าจะไล่พวกเราออกไปเฉยๆ แบบนี้..." ก้องพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงราบเรียบแต่น่ากลัว ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวที่รินไม่เคยเห็นมาก่อน "ฉันนี่แหละจะเป็นคนพาพี่ๆ ไปทวงความยุติธรรมถึงหน้าห้องทำงานของเสี่ยวิชัยเอง" รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ก้อง! นายจะบ้าเหรอ? นั่นมันเสี่ยวิชัยนะ คนมีอิทธิพลที่คุมทั้งกรมโยธาและมีนักเลงคุ้มกันครึ่งเมือง นายจะเอาอะไรไปสู้กับอำนาจเงินของมัน?" "ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วริน" ก้องยื่นจดหมายจากแม่ให้รินดูช้าๆ แสงไฟนีออนสลัวๆ จากเพดานส่องกระทบกระดาษแผ่นนั้นจนเห็นรอยเปื้อนคราบน้ำตาจางๆ "แม่ฉันกำลังจะไร้ที่ซุกหัวนอนที่ต่างจังหวัด ส่วนฉัน... กำลังจะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่แม้แต่เงินสามหมื่นบาทยังหามาช่วยครอบครัวไม่ได้ ถ้าฉันต้องก้มหน้าก้มตาจำนนต่อความอัปยศนี้ไปจนวันตาย สู้ลุกขึ้นสู้แล้วตายไปต่อหน้าพวกมันเสียยังดีกว่า!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องแคบๆ ชั่วขณะ มีเพียงเสียงรถราบนถนนเบื้องล่างที่วิ่งผ่านไปมาราวกับไม่เคยรับรู้ถึงชะตากรรมของมนุษย์ตัวเล็กๆ สองคนนี้ รินอ่านจดหมายในมือจบลง เธอนิ่งอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความโกรธแค้นต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เธอต่อสู้มาตลอดชีวิต บัดนี้มันพุ่งชนเข้ากับความเจ็บปวดส่วนตัวของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจัง รินเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยลังเลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ถ้านายจะไป..." รินเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่นก้องกังวานในความเงียบ "ฉันจะร่างเอกสารร้องเรียนแรงงาน และประสานงานสื่อมวลชนสายสืบสวนสอบสวนทั้งหมดที่เรามีให้สแตนด์บายรอ" ก่อนที่ก้องจะได้เอ่ยคำขอบคุณ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่เสียงเคาะแบบเดิม แต่มันเป็นการทุบประตูรัวๆ ด้วยความเร่งรีบและรุนแรงราวกับจะพังเข้ามา *ปัง! ปัง! ปัง!* "ไอ้ก้อง! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! มีคนฝากนี่มาให้มึงจากข้างล่าง!" เสียงตะโกนห้าวของพี่ม่งดังลอดเข้ามาด้วยความตระหนก ก้องขมวดคิ้วเดินไปกระชากเปิดประตูอย่างแรง พี่ม่งยืนหอบแฮกอยู่หน้าห้อง ใบหน้าเปื้อนฝุ่นเหงื่อโทรมกาย ในมือยื่นกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลขนาดเท่าฝ่ามือมาให้ โดยไม่มีจ่าหน้าผู้ส่ง มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กแปะไว้ด้วยเทปกาวใส ก้องรับกล่องนั้นมาด้วยความสงสัย ขณะที่รินก้าวเข้ามาดูใกล้ๆ เมื่อก้องแกะเทปกาวออกแล้วเปิดฝากล่อง สิ่งที่ปรากฏอยู่ข้างในไม่ใช่สิ่งของมีค่า หรือจดหมายขู่ใดๆ แต่มันคือ "เงินสดเป็นปึกหนา" มัดด้วยยางวงอย่างลวกๆ วางทับอยู่บนนามบัตรเคลือบทองคำเปลวของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่—และข้อความลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำสนิทที่เขียนแปะไว้บนธนบัตรใบแรก อ่านแล้วทำให้เลือดในกายของก้องเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ: *“ค่าปิดปากสำหรับงานนี้... หวังว่าคุณจะฉลาดพอที่จะเลือกทางเดินที่ถูกต้องในวันพรุ่งนี้, ก้อง”* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ก้องในเส้นทางอันมืดมิดนี้ครับ - บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%