“ถ้าจะมาเพื่อเซ็นชื่อรับเงินชดเชยที่น่าสมเพชนี่ ก็เชิญลงชื่อที่โต๊ะด้านหน้า แต่ถ้าจะมาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ไอ้เพื่อนที่ตายไป... ผมแนะนำให้คุณหันหลังกลับไปซะ ก่อนที่ชีวิตคุณจะกลายเป็นแค่ตัวเลขอีกชุดในรายงานความสูญเสียของบริษัทผม”
เสี่ยวิชัยไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นซิการ์ราคาแพงอบอวลอยู่ในห้องทำงานที่เย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศ เขาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะไม้สักตัวใหญ่เป็นจังหวะเนิบช้า ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความพินาศของใครบางคน
ก้องยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ความโกรธแค้นแล่นริ้วขึ้นมาถึงลำคอ แต่มันถูกกักเก็บไว้ด้วยความอดทนที่ฝึกฝนมาจากการเผชิญโลกกว้าง เขาจ้องมองใบหน้าของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า คนที่มองชีวิตคนงานก่อสร้างอย่างเพื่อนรักของเขาเป็นเพียงเศษปูนเปียกที่ถูกกวาดทิ้งเมื่อแห้งสนิท
“เพื่อนผมไม่ใช่ตัวเลขครับเสี่ย... เขาคือคน คือลูกของแม่ที่รอคอยเขากลับบ้าน คือเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมมาตลอดห้าปี” ก้องเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น “ที่เสี่ยทำอยู่ มันไม่ใช่การชดเชย แต่มันคือการปิดปาก”
รินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้อง บีบต้นแขนเขาเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือน สายตาของเธอแม้จะดูอ่อนโยนในยามปกติ แต่ในเวลานี้มันฉายแวววาวด้วยความไม่ยอมแพ้ เธอขยับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว วางเอกสารที่รวบรวมพยานหลักฐานเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้มเหลวลงบนโต๊ะ
“พวกเราไม่ได้มาเพื่อต่อรองเรื่องเงินค่ะเสี่ย” รินกล่าวเสียงเรียบ “แต่เรามาเพื่อถามหาความรับผิดชอบ... ในฐานะที่คุณเป็นผู้รับเหมาหลัก คุณรู้อยู่เต็มอกว่านั่งร้านนั้นไม่ได้มาตรฐานมานานเท่าไหร่แล้ว แต่คุณเลือกที่จะประหยัดงบประมาณบนชีวิตของคนงาน”
เสี่ยวิชัยหยุดเคาะนิ้ว เขาวางซิการ์ลงในที่เขี่ยบุหรี่คริสตัลอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่ ดวงตาคู่นั้นไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว เหมือนเขามองทะลุผ่านตัวตนของพวกเขาไป เห็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ที่กำลังขวางทางเดินของรถถัง
“ความรับผิดชอบเหรอ?” เสี่ยวิชัยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเย็นชา “โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความถูกต้องหรอกนะหนู มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ ใครที่ไม่มีเงินจ้างทนายฝีมือดี หรือไม่มีเส้นสายในกระบวนการยุติธรรม... คนคนนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น”
เขาหยิบเช็คใบหนึ่งที่เซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ววางทับลงบนเอกสารของริน “กลับไปเสียเถอะ เอาเงินนี่ไปให้ครอบครัวเพื่อนคุณ แล้วปล่อยให้เรื่องนี้จบลงเสียที ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจแจ้งข้อหาบุกรุกและทำให้ชีวิตที่เหลือของคุณทั้งสองคนกลายเป็นนรก”
ก้องมองเช็คใบนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ความทรงจำที่เห็นร่างของเพื่อนรักไร้วิญญาณท่ามกลางเศษหินและปูนที่พังถล่มลงมาผุดขึ้นมาในหัว ราวกับภาพหลอนที่ตอกย้ำถึงความอ่อนแอของตัวเอง ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเขามาตั้งแต่เรื่องพ่อ ยิ่งทวีคูณขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
เขาเอื้อมมือไปหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมา รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ก้อง... คุณจะทำอะไร”
ก้องไม่ตอบ เขาเพียงแค่ฉีกเช็คนั้นออกเป็นสองส่วน แล้วค่อยๆ ฉีกซ้ำจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่ามกลางความตกตะลึงของเสี่ยวิชัยและลูกน้องสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมห้อง
“ถ้าความยุติธรรมมันหาซื้อไม่ได้ด้วยเงินที่แลกมาด้วยเลือดเพื่อนผม... ผมก็จะใช้ชีวิตที่เหลือของผมเป็นพยานว่าเสี่ยเป็นฆาตกร” ก้องพูดพลางโปรยเศษกระดาษเหล่านั้นลงบนโต๊ะ “เราจะสู้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
บรรยากาศในห้องเงียบสนิทลงในทันที เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยดังเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงที่บาดหู เสี่ยวิชัยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาสูงใหญ่และแผ่รังสีของอำนาจที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าก้องเพียงไม่กี่คืบ
“น่าชื่นชมในความกล้าหาญนะ” เสี่ยวิชัยกระซิบเสียงเย็นข้างหู “แต่ความกล้าโดยปราศจากปัญญา มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าหากองไฟโดยไม่รู้ตัว”
เขากลับหลังหันเดินไปที่ประตู แล้วหันมาสั่งลูกน้องด้วยเสียงเรียบเฉย “จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แค่ทำให้นึกได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่นี่จริงๆ”
ก้องและรินรีบถอยหลังไปที่ประตู แต่เมื่อเปิดออก พวกเขาก็ต้องพบกับภาพที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ชายชุดดำกว่าสิบคนยืนขวางทางเดินอยู่เต็มโถงทางเดินของออฟฟิศ และที่ปลายสุดของแถวชายชุดดำนั้น ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบที่ก้องคุ้นเคยเป็นอย่างดีกำลังก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
ชายคนนั้นคือ "ลุงเชิด" คนที่เขาเคยนับถือเสมือนพ่อแท้ๆ ในวันที่เขาก้าวเข้ามาในเมืองหลวงครั้งแรก มือของลุงเชิดถือแฟ้มเอกสารบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นคำให้การสำคัญที่ก้องเคยฝากไว้ให้ลุงช่วยรักษา
“ขอโทษนะก้อง... แต่เสี่ยวิชัยแกให้ข้อเสนอที่ดีกว่างานที่ฉันทำมาทั้งชีวิต” ลุงเชิดกล่าวเบาๆ ขณะยื่นเอกสารนั้นให้เสี่ยวิชัยต่อหน้าต่อตาเขา
ความหวังสุดท้ายของก้องพังทลายลงในพริบตาเดียว เสียงที่ไร้ความหมายของเขาจะดังพอได้อย่างไร ในเมื่อแม้แต่คนที่เขาไว้ใจที่สุด ก็ยังตัดสินใจหันหลังให้เขาและเลือกฝ่ายที่ครองอำนาจมากกว่า
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านวินาทีแห่งความแตกสลายไปพร้อมกับก้องในตอนนี้นะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 11
เสียงที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!