"อย่าก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียวครับก้อง!"
เสียงของรินดังแทรกผ่านความเงียบงันของโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา มันไม่ได้เป็นเสียงตะโกนที่กรีดร้อง แต่เป็นเสียงที่สั่นพร่าด้วยความตระหนกที่พยายามควบคุมไว้ ก้องหยุดชะงัก รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นของเขาเหยียบลงบนพื้นคอนกรีตที่แตกร้าว พื้นที่ที่เขาคิดว่าเป็นนัดหมายลับเพื่อเปิดโปงข้อมูลการทุจริตโครงการเคหะชุมชนของเสี่ยวิชัย กลับกลายเป็นกับดักที่กลิ่นคาวสนิมและไอชื้นของแม่น้ำอบอวลจนน่าคลื่นไส้
ก้องหันกลับไปมองรินที่ยืนหอบหายใจอยู่ตรงประตูเหล็กบานพับ ใบหน้าของเธอซีดเผือด สายตาของเธอมองต่ำลงไปที่พื้นตรงหน้าเขา—พื้นปูนที่ดูปกติ แต่รอยต่อระหว่างแผ่นคอนกรีตสองแผ่นนั้นมีความผิดปกติเล็กน้อย
"มันมีอะไรหรือริน?" ก้องถาม พยายามรักษาระดับเสียงให้คงที่ แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองรบ
"กับดัก... เสี่ยวิชัยไม่ได้มาเอง แต่มันวางกับดักหนูไว้ให้คุณ" รินก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง เธอชี้ไปที่คานเหล็กด้านบนที่มีรอยสลิงบางเฉียบขึงพาดผ่าน มันถูกเชื่อมต่อกับกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นปูนที่ก้องเกือบจะเหยียบลงไป "ถ้าคุณก้าวไปอีกแค่ไม่กี่นิ้ว น้ำหนักตัวคุณจะกระตุ้นสลัก แล้วแผ่นปูนนี่จะทรุดตัวลง คุณจะตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียเก่าที่ลึกกว่าห้าเมตรข้างใต้... คุณจะไม่มีทางขึ้นมาได้เลยถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ"
ก้องรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง เขาพยายามระลึกถึงความผิดพลาดของตัวเอง ที่ผ่านมาเขาอาจจะซื่อตรง แต่ความซื่อตรงนั้นมักจะเป็นดาบสองคมในโลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้
"ผมประมาทไป" ก้องสบถเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังออกมาอย่างช้าที่สุดตามคำแนะนำของริน "นึกว่าเขาจะใช้กำลังเข้าแลก ที่ไหนได้... เขาเลือกวิธีที่จะทำให้ผมหายไปอย่างไร้ร่องรอย"
"คุณไม่ใช่แค่คนที่จะหายไป ก้อง" รินขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากเสื้อเชิ้ตของเธอที่ขัดกับกลิ่นเหม็นเน่าของสถานที่แห่งนี้ "คุณเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่จะทำให้เสี่ยวิชัยล้มได้ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ความหวังของคนในชุมชนที่รอคอยความเป็นธรรมก็จะพังทลายลงไปด้วย"
บรรยากาศในโกดังกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟจากหลอดนีออนเก่าๆ ที่ติดๆ ดับๆ ส่องให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของโกดัง พวกมันไม่ได้ถืออาวุธปืน แต่มันถือไม้หน้าสามและโซ่ตรวน ราวกับต้องการทำให้การตายของก้องเป็นเพียง ‘อุบัติเหตุ’ จากการบุกรุกเขตพื้นที่อันตราย
"นึกไม่ถึงว่าคุณผู้หญิงจะตามมาทัน" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความโอหังดังขึ้น เสี่ยวิชัยก้าวออกมาจากเงามืด สวมสูทเนื้อดีที่ดูขัดกับสภาพตึกที่ทรุดโทรม "แต่ก็นะ... มากันสองคนแบบนี้ ก็ถือว่ามาช่วยกันจัดงานศพได้พอดี"
"คุณทำแบบนี้ไม่ได้!" รินตะโกนตอบ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "ฉันส่งพิกัดให้ตำรวจและนักข่าวสำนักใหญ่ไว้หมดแล้ว ถ้าพวกคุณแตะต้องพวกเราแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่อยู่ในมือถือเครื่องนี้จะถูกส่งออกไปทันที!"
เสี่ยวิชัยหัวเราะร่วน เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วโกดัง "ตำรวจหรือ? ในเขตนี้... ใครจะกล้ามาขวางทางผมล่ะแม่สาวน้อย"
ในจังหวะที่เสี่ยวิชัยกำลังก้าวเท้าเข้ามา ก้องสังเกตเห็นท่อนเหล็กขึ้นสนิมที่วางอยู่ใกล้ๆ มือ เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาที ก้องพุ่งตัวเข้าหารินแล้วผลักเธอให้หลบไปด้านหลัง ก่อนจะใช้ท่อนเหล็กฟาดเข้าที่กลไกสลิงที่ยึดติดกับผนัง แรงปะทะทำให้เกิดเสียงดังเปรี้ยง! ประกายไฟแลบออกมา กระจายไปทั่วห้อง
"ริน! วิ่ง!" ก้องตะโกนสุดเสียง
ทั้งสองคนวิ่งฝ่ากลุ่มลูกน้องของเสี่ยวิชัยที่กรูเข้ามาเหมือนฝูงสุนัขป่า รินใช้สเปรย์พริกไทยที่พกติดตัวฉีดใส่ชายคนแรกที่ขวางทางไว้ ส่วนก้องใช้จังหวะที่ชุลมุนเหวี่ยงท่อนเหล็กเข้าใส่ขาของชายอีกคนจนล้มคว่ำ ทั้งคู่รีบวิ่งไปที่ช่องหน้าต่างไม้เก่าๆ ที่เปิดทิ้งไว้ ก้องกระโดดออกไปก่อนแล้วเอื้อมมือมาดึงรินออกมาได้ทันท่วงที ก่อนที่พวกนักเลงจะถึงตัว
พวกเขาวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ของชุมชนแออัด เสียงฝีเท้าของพวกมันตามมาไม่ห่าง ก้องหันไปมองรินที่หอบเหนื่อย ใบหน้าของเธอมีรอยขีดข่วนจากเศษไม้ แต่แววตาของเธอยังคงแน่วแน่ไม่มีเปลี่ยน
"ไปที่ท่าเรือเล็กนั่น" ก้องบอก พร้อมกับดึงมือรินให้วิ่งเร็วขึ้น "เราต้องข้ามฟากไปให้ได้ก่อนที่พวกมันจะปิดล้อมทางออก"
ทั้งคู่มาถึงท่าเรือไม้เก่าๆ ที่มีเรือหางยาวลำหนึ่งจอดรออยู่ แต่ทว่า... เมื่อก้าวเท้าลงไปบนโป๊ะไม้ที่ลอยคว้างอยู่กลางน้ำ ก้องกลับหยุดชะงัก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาของใครบางคนที่ยืนรออยู่ตรงหัวเรือ
นั่นไม่ใช่ลูกน้องของเสี่ยวิชัย แต่เป็น 'ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกั๊กวินมอเตอร์ไซค์' คนที่ก้องเคยไว้วางใจที่สุด... คนที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาตลอดห้าปีในเมืองใหญ่คนนี้
"ลุงชาติ..." ก้องเอ่ยชื่อนั้นด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะขาดใจ
ลุงชาติหันมามองเขา สายตาของเขานิ่งเรียบ ทว่าในมือที่สั่นเทานั้นถือมีดพกสั้นไว้แน่น บรรยากาศรอบข้างเงียบงันเหลือเพียงเสียงน้ำกระทบโป๊ะเรือ ชายที่เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของก้องผู้นี้... เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ ในเวลาที่เลวร้ายที่สุดเช่นนี้
"ผมขอโทษนะก้อง..." ลุงชาติกล่าวเสียงแหบพร่า น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาที่กร้านโลกของเขา "แต่พวกมันมีหลักฐานเรื่องหนี้สินของลูกสาวฉัน... ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ครอบครัวฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว"
ก้องมองดูชายเบื้องหน้าที่เขาเคยนับถือเสมือนญาติมิตร ในขณะที่รินเริ่มขยับตัวถอยหลังอย่างระแวดระวัง การทรยศครั้งนี้เจ็บปวดกว่ากับดักของเสี่ยวิชัยหลายเท่าตัว ความหวังที่เขาเคยมีเริ่มสั่นคลอนภายใต้เงาของความโหดร้ายที่กัดกินคนตัวเล็กๆ ให้ทำลายกันเองเพื่อความอยู่รอด
ในวินาทีที่ลุงชาติก้าวเข้ามาใกล้เพื่อจะจับตัวก้องให้ลูกน้องของเสี่ยวิชัยที่ตามมาทัน รินกลับพุ่งตัวเข้าขวางระหว่างก้องกับลุงชาติ เธอไม่ได้พกอาวุธ เธอมีเพียงความจริงที่เธอเชื่อมั่น แต่ในมือของลุงชาติ... คมมีดนั้นกำลังวาววับสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน
ก้องยืนนิ่ง สติสัมปชัญญะของเขาแตกกระเจิง ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเมื่อตอนสูญเสียพ่อ หวนกลับมาซ้ำเติมเขาอีกครั้ง นี่คือกับดักที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของเสี่ยวิชัย แต่มันคือกับดักของโชคชะตาที่กำลังจะพิสูจน์ว่า ศรัทธาที่เขามีต่อเพื่อนมนุษย์นั้น... มีค่ามากกว่าชีวิตของเขาเองหรือไม่
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและความหวังไปกับผมในตอนนี้และหวังว่าจะพบกันในตอนหน้านะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 35
กับดักลวง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!