ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 36

ความจริงที่น่าตกใจ

ผลงานโดย บันทึกคนจร
“รหัสพิกัดระวางนี้… มันไม่ได้อยู่ในเขตตำบลศิลาทองตั้งแต่แรกแล้ว ก้อง” เสียงของรินแหบแห้งจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ แต่สำหรับก้อง มันดังสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถูกคลี่ทับลงบนโต๊ะไม้อัดตัวเตี้ย ขอบโต๊ะบิ่นแหว่งจนเห็นเนื้อขี้เลื่อยด้านใน แสงจากหลอดนีออนเปลือยหลอดผอมกะพริบถี่เป็นจังหวะ ส่งเสียงครางหึ่งๆ กวนประสาท ท่ามกลางกลิ่นอับของละอองฝุ่นปูนและกาแฟดำก้นแก้วที่เย็นชืดมาหลายชั่วโมง ก้องขยับตัว เสื้อยืดเปื้อนคราบเหงื่อไคลและสะเก็ดปูนแห้งกรังแนบติดแผ่นหลัง นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการแบกหามทาบลงบนเส้นหมึกสีแดงที่รินเพิ่งลากผ่านจุดพิกัด ปลายนิ้วของเขาสั่นระริก “เธอหมายความว่ายังไง…” ก้องกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจ้องมองตัวเลขละติจูดและลองจิจูดสลับกับโฉนดที่ดินฉบับจำลองตรงหน้า “ป้ายโครงการที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนใหญ่ มันเขียนชัดเจนว่า ‘ที่ดินกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์’ เสี่ยวิชัยเปิดแถลงข่าวใหญ่โต ถือโฉนดครุฑแดงโชว์นักข่าวทั้งประเทศ คนตัวเล็กตัวน้อยที่เข้ามาซื้อห้องชุด จ่ายเงินดาวน์ไปด้วยหยาดเหงื่อทั้งชีวิตของพวกเขา…” “มันคือโฉนดผีสวมรอย ก้อง” รินแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด เธอเงยหน้าขึ้นจากแว่นสายตากรอบบาง แววตาของหญิงสาวที่ปกติมักฉายประกายแห่งความหวัง บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกดไว้ใต้ความเยือกเย็น “เอกสารสิทธิ์แปลงนี้… เลขที่โฉนดถูกสร้างขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานที่ดินสาขาต่างจังหวัดเมื่อเจ็ดปีก่อน มันเป็นการ ‘บิน’ ข้ามมาจากที่ดินจัดสรรร้างริมเขาอีกลูกหนึ่ง แล้วเอามาสวมทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหุบเขาพญาไฟตรงนี้ทั้งหมด” ก้องยืนนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอย่างโหดร้าย ภาพพ่อของเขานั่งคุกเข่าอยู่หน้าคันนาแห้งแตกระแหง ยกมือไหว้เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบและเจ้าหน้าที่รัฐที่ถือคำสั่งยึดที่ดินผืนสุดท้ายเพียงสองไร่ พ่อผู้ยอมจำนนต่อกฎหมายจนตรอมใจตายด้วยความซื่อสัตย์ แต่ไอ้คนพวกนั้น… คนที่นั่งอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร กลับสามารถกวาดต้อนภูเขาทั้งลูก ผืนป่าต้นน้ำนับพันไร่ มาเป็นของตัวเองได้ด้วยหมึกปากกาเพียงด้ามเดียวและเศษเงินใต้โต๊ะ “พื้นที่ตรงนี้… ทั้งโครงการ ‘เดอะ พาราไดซ์ ฮิลล์’ คอนโดมิเนียมหรูห้าสิบชั้น โรงแรมระดับหกดาว ศูนย์การค้า…” ก้องเค้นเสียงพูดออกมาทีละคำ “มันกำลังถูกสร้างทับลงบนป่าสงวนงั้นหรือ?” “สองพันห้าร้อยไร่เต็มๆ” รินหยิบเอกสารลับอีกปึกหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแฟ้มซองสีน้ำตาลขึ้นมาวางกระแทก “นี่คือรายงานการสำรวจทรัพยากรป่าไม้เมื่อสิบปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นป่าเบญจพรรณที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของชาวบ้านข้างล่าง แต่เสี่ยวิชัยใช้เวลาเพียงสามปี จ้างคนจุดไฟเผาป่าทีละส่วน อ้างว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม จากนั้นก็ส่งมือปืนเข้ามากดดันขับไล่ชาวบ้านดั้งเดิมที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ออกไป ใครขัดขืนก็หายสาบสูญ แล้วเขาก็ค่อยๆ ฉาบความมืดมิดนั้นด้วยแผ่นกระดาษราชการปลอมพวกนี้” เสียงเครื่องจักรกลหนักจากภายนอกเพิงสังกะสีดังแว่วเข้ามาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงตอกเสาเข็มดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินกำลังร้องคร่ำครวญ ก้องเดินไปแง้มม่านพลาสติกที่บังหน้าต่างออกเล็กน้อย ภายนอกนั้นคือมหานครแห่งคอนกรีตที่กำลังผุดขึ้นกลางความมืด แสงไฟสปอร์ตไลต์กำลังสูงนับร้อยดวงส่องสว่างจ้าจนลบเลือนแสงดาว แรงงานก่อสร้างนับร้อยชีวิต—คนจนเมือง แรงงานข้ามชาติ คนหนุ่มสาวที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตเหมือนกับเขา—กำลังไต่เต้าอยู่บนนั่งร้านเหล็กสูงเสียดฟ้า ร่างเหล่านั้นดูเล็กจ้อยไม่ต่างจากมดปลวก ทุกคนกำลังเร่งผสมปูน ขนเหล็กข้ออ้อย และเทคอนกรีตลงในหลุมฐานราก พวกเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ แลกกับค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่พอกระทั่งจะซื้ออาหารดีๆ กินวันละสามมื้อ หยาดเหงื่อของคนยากจน กำลังถูกใช้เพื่อฉาบปิดอาชญากรรมของคนรวย “ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปง…” ก้องพูดโดยไม่หันกลับมามอง “โครงการนี้จะต้องถูกสั่งระงับ คนงานพวกนี้จะถูกลอยแพทันที เงินค่าจ้างงวดสุดท้ายจะไม่มีวันมาถึง และชาวบ้านที่หลงเชื่อซื้อห้องชุดเพื่อหวังมีที่ซุกหัวนอนในเมืองใหญ่… พวกเขาจะสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต” “และถ้าเราไม่เปิดโปง คนอย่างเสี่ยวิชัยก็จะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ!” รินลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเขา ดวงตาของเธอสะท้อนแสงไฟสปอร์ตไลต์จากเขตก่อสร้าง “ก้อง… นายก็รู้ดีว่าคอนกรีตพวกนั้นไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความเจริญ แต่มันสร้างขึ้นมาเพื่อฟอกเงินและกลบฝังความจริง นายจำตาคำ ลุงขายผักที่ผูกคอตายใต้สะพานเมื่อสองเดือนก่อนได้ไหม? ที่ดินของแกก็คือหนึ่งในแปลงที่ถูกฮุบมาอยู่ในโครงการบ้านี่!” ก้องกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา แต่เทียบไม่ได้เลยกับไฟแค้นที่สุมอยู่ในอก เขาเกลียดความอยุติธรรมนี้ เขาเกลียดรอยยิ้มจอมปลอมของเสี่ยวิชัยที่มักปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ภาพของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดราคาเรือนแสน ยืนจับมือกับรัฐมนตรี ตัดริบบิ้นเปิดโครงการด้วยท่าทีของผู้มีพระคุณต่อสังคม ทั้งที่ความจริงแล้ว มือคู่นั้นเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและน้ำตาของคนไร้ทางสู้ “เรามีหลักฐานพอที่จะเล่นงานมันได้แค่ไหน?” ก้องหันกลับมา สบตากับรินตรงๆ แววตาของเขาไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป ความกลัวที่เคยมีถูกแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเยียบเย็น รินชะงักไปครู่หนึ่ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถอนหายใจยาว “เอกสารพวกนี้พิสูจน์ได้ว่าโฉนดเป็นโมฆะ แต่ถ้าเราจะเอาผิดเสี่ยวิชัยโดยตรง ให้ถึงขั้นลากตัวมันเข้าคุก ไม่ใช่แค่ให้ลูกน้องรับเคราะห์แทน… เราต้องการ ‘หลักฐานตัวจริง’ ก้อง โฉนดต้นขั้วที่มีลายเซ็นสั่งการโดยตรงของวิชัย พร้อมกับบันทึกการจ่ายสินบนให้ผู้ว่าฯ เมื่อเจ็ดปีก่อน” “มันอยู่ที่ไหน?” “ในเซฟนิรภัย ชั้นบนสุดของสำนักงานใหญ่ใจกลางโครงการนี้” รินชี้ไปที่อาคารโครงสร้างเหล็กสูงสี่ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเขตก่อสร้าง “และมันจะอยู่ที่นั่นถึงแค่คืนพรุ่งนี้เท่านั้น เพราะสายของฉันแจ้งมาว่า วิชัยรู้ตัวแล้วว่ามีเอกสารบางส่วนรั่วไหล มันกำลังสั่งให้คนย้ายเอกสารทั้งหมดไปทำลายทิ้ง” ความเงียบเข้าปกคลุมเพิงพักชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของคนทั้งสอง และเสียงรถผสมปูนที่กำลังเทคอนกรีตเปียกลงสู่แบบหล่อชั้นล่างอย่างบ้าคลั่ง ก้องรู้ดีว่าการก้าวเข้าไปในอาคารหลังนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่การเสี่ยงติดคุก แต่มันคือการเอาชีวิตไปเดิมพันกับอำนาจมืดที่พร้อมจะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นเพียงเศษกระดูกใต้ชั้นดิน แต่ถ้าเขาถอย… พ่อของเขา คนงานเหล่านั้น และผืนแผ่นดินนี้ จะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม “ฉันจะเข้าไปเอาเอง” ก้องพูดเสียงเรียบ “ไม่ได้!” รินสวนกลับทันควัน “นายไม่ใช่สายสืบ นายเป็นแค่…” “เป็นแค่กรรมกรใช่ไหม?” ก้องตัดบท รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของเขา “ใช่ ฉันเป็นแค่กรรมกร แต่เพราะฉันเป็นกรรมกรนี่แหละ ฉันถึงรู้ทุกซอกทุกมุมของตึกนั้น ฉันรู้ว่ากล้องวงจรปิดตัวไหนเสีย ฉันรู้ว่าเวรยามจะเปลี่ยนกะตอนกี่โมง และฉันรู้ว่าบันไดหนีไฟฝั่งทิศตะวันตกยังไม่ได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว… ถ้านายใหญ่ของพวกมันมองพวกเราเป็นแค่ฝุ่นใต้ตีน ฉันก็จะใช้ความเป็นฝุ่นนี่แหละ เข้าไปกรีดหัวใจมัน” รินมองลึกเข้าไปในดวงตาของก้อง เธอเห็นไฟที่ไม่มีวันดับมอด ไฟของเด็กหนุ่มที่สูญเสียทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรให้ต้องกลัวอีกต่อไป หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ ยอมรับการตัดสินใจของเขา เธอเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารเตรียมจะเก็บลงกระเป๋าเป้ แต่แล้ว สายตาของรินก็พลันไปสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นสุดท้ายที่แนบอยู่ใต้ตารางรังวัดที่ดินเก่า มันเป็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ฉบับแรกสุดที่เกิดขึ้นก่อนจะถูกแปลงเป็นโฉนดเถื่อน มือของรินชะงักกึก สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความมุ่งมั่นกลายเป็นความตกตะลึงสุดขีด ริมฝีปากสั่นระริก “ก้อง…” เธอพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง “ดูนี่สิ…” ก้องขมวดคิ้ว ก้าวเข้ามาชะโงกหน้าดูเอกสารที่หญิงสาวยื่นให้ด้วยมือที่สั่นเทา ที่บรรทัดล่างสุดของเอกสารมอบอำนาจเพื่อสละสิทธิ์การครอบครองที่ดินป่าสงวนแปลงประธาน แปลงที่เป็นจุดศูนย์กลางของมหากาพย์การโกงทั้งหมด… มีลายมือชื่อของ ‘ผู้ถือสิทธิ์เดิม’ ที่เซ็นยินยอมยกพื้นที่ให้แก่บริษัทของเสี่ยวิชัยเมื่อยี่สิบปีก่อน ชื่อนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล มันคือชื่อและนามสกุลจริงของพ่อผู้ล่วงลับของก้อง—พร้อมด้วยรอยพิมพ์ลายนิ้วมือเปื้อนหมึกสีดำสนิทที่ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งประทับลงไปเมื่อวาน! ยังไม่ทันที่เสียงอุทานจะหลุดออกจากปากของก้อง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็หยุดลงที่หน้าประตูสังกะสี ตามด้วยเสียงเคาะเบาๆ สามครั้งที่เยือกเย็นจนชวนขนลุก บานประตูถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้แสงจันทร์… คนที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ *** ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและเป็นพลังใจให้บันทึกคนจรในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%