"ถ้าพวกมึงยังกล้าเซ็นชื่อลงในกระดาษแผ่นนั้น ก็เตรียมตัวไปเก็บศพตัวเองที่ใต้ฐานรากอาคารใหม่ได้เลย"
เสียงทุ้มต่ำของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเทาเข้มที่ยืนขวางประตูแคมป์คนงานดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ กลิ่นอับชื้นของดินและคราบปูนเปียกที่ยังไม่แห้งสนิทดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นเป็นเท่าตัว ก้องยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เก่าๆ สายตาจ้องเขม็งไปที่ชายแปลกหน้าคนนั้น มือที่กำปากกาลูกลื่นสีซีดจางสั่นระริกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกควบคุมให้กลับมานิ่งสนิทตามเดิม
"ผมว่าคุณเดินเข้ามาในที่ที่ไม่ควรอยู่แล้วนะครับ" ก้องเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลัง
ชายในชุดสูทไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก สายตากวาดมองไปรอบห้องที่มีคนงานราวสิบชีวิตกำลังจ้องมองเขาด้วยความหวาดวิตก ทุกคนต่างเลี่ยงสายตา ราวกับกลัวว่าความกล้าหาญเพียงเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่จะมอดไหม้ไปหากสบตากับมัจจุราชในชุดหรูตรงหน้า
"ก้อง... พอเถอะ" ลุงสมหมาย ชายวัยหกสิบที่ทำงานก่อสร้างมาเกือบทั้งชีวิตกระซิบเสียงสั่น เขาเอื้อมมือมาดึงแขนเสื้อของก้องไว้แน่น "เราได้เงินค่าจ้างครบก็บุญหัวแล้ว เรื่องร้องเรียนน่ะ... ปล่อยให้มันจบไปเถอะวะ"
"ลุงสมหมายครับ" ก้องหันไปมองชายชราที่เปรียบเสมือนพ่อของเขาในแคมป์นี้ "ถ้าเราปล่อยให้มันจบแบบนี้ พ่อผม... และพ่อของใครอีกหลายคนที่ตายไปในไซต์งานแบบที่ไม่มีใครเหลียวแล จะกลายเป็นแค่เศษปูนที่ถูกฝังกลบจริงๆ นะครับ"
รินที่ยืนอยู่ข้างก้องขยับตัวเข้ามาใกล้ เธอไม่ได้พูดอะไร แต่สัมผัสจากมือของเธอที่แตะลงบนไหล่ก้องคือคำตอบว่าเธอยืนหยัดอยู่ข้างเขาเสมอ เธอรู้อยู่เต็มอกว่าเสี่ยวิชัยไม่ได้เพียงแค่ข่มขู่ แต่นี่คือสัญญาณเตือนของ 'ความพินาศ' ที่จะมาถึงหากพวกเขายังคงดึงดันที่จะขุดคุ้ยความไม่เป็นธรรมเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่าเกณฑ์จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า
"ความหวังมันกินไม่ได้หรอกนะไอ้หนุ่ม" ชายชุดสูทเดินเข้ามาใกล้ก้องจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ตัดกับกลิ่นเหงื่อไคลของคนงาน "เสี่ยวิชัยเขาสั่งมาว่า ให้โอกาสพวกมึงอีกครั้งเดียว ถ้าพรุ่งนี้เช้ายังมีรายชื่อพวกมึงอยู่ในใบคำร้องเรียนนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นแสงตะวันอีกเลย"
ทันใดนั้น ชายคนดังกล่าวก็วางซองสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้ เสียง 'ตึก' ที่ดังกระทบเนื้อไม้เรียกเสียงสูดลมหายใจของคนในห้องได้เป็นอย่างดี
"เงินก้อนนี้ มากพอจะให้พวกมึงกลับต่างจังหวัดไปตั้งตัวได้สบายๆ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นซะ แล้วออกไปจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุด"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ก้องมองซองเอกสารสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเพื่อนร่วมงาน บางคนเริ่มมองซองเงินนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจ ความยากจนที่พวกเขาเผชิญมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะกลายเป็นอาวุธที่เสี่ยวิชัยใช้ทิ่มแทงพวกเขาได้อย่างแม่นยำที่สุด
"พวกมึงจะเลือกอะไร?" ชายชุดสูทถามทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากแคมป์ทิ้งไว้เพียงความระแวงที่ก่อตัวเป็นกำแพงกั้นระหว่างคนงานด้วยกันเอง
"ก้อง... ฉันว่าเราอาจจะต้องถอยก่อน" รินเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อคล้อยหลังชายคนนั้นไป เธอไม่ได้กลัวตาย แต่เธอกลัวการที่คนบริสุทธิ์ต้องมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้กับอุดมการณ์ที่เธอกับก้องพยายามสร้างขึ้น
"ถ้าเราถอยตอนนี้ รอยร้าวพวกนี้จะไม่มีวันสมานนะครับริน" ก้องกวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานที่เริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน บางคนเริ่มขยับตัวออกห่างจากเขา ราวกับว่าตัวก้องได้กลายเป็น 'เชื้อร้าย' ที่จะนำพาความหายนะมาสู่พวกเขา "เสี่ยวิชัยไม่ได้ชนะเพราะเขามีเงินหรอกครับ แต่เขาชนะเพราะเขารู้ว่าคนเรากลัวอะไร... และตอนนี้เขากำลังเล่นกับความกลัวที่อยู่ลึกที่สุดในใจของพวกเราทุกคน"
ก้องหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินไปที่แผ่นกระดาษคำร้องเรียนที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ก่อนที่เขาจะได้จรดปลายปากกาลงไป มือของลุงสมหมายกลับแย่งกระดาษแผ่นนั้นไปเสียก่อน
"ก้อง... ฉันขอโทษนะ" ลุงสมหมายพูดพลางฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกเป็นสองส่วน ท่ามกลางความตกตะลึงของรินและก้อง "ฉันมีลูกต้องส่งเสีย มีเมียที่รออยู่ที่บ้าน ฉันสู้ไม่ได้หรอก... ฉันขอโทษจริงๆ"
บรรยากาศในแคมป์พังทลายลงในพริบตา คนงานคนอื่นๆ ต่างทยอยหยิบซองเงินก้อนนั้นไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครสบตากับก้องอีกเลย ก้องยืนมองความพ่ายแพ้ที่ก่อตัวขึ้นต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกผิดที่เขาเคยแบกรับมาตลอดชีวิตหวนกลับมาทิ่มแทงอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
"รินครับ... ผมทำผิดไปหรือเปล่า?" ก้องถามเสียงสั่น ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดูอ่อนล้าลงทันที
รินไม่ตอบ เธอเพียงแค่จับมือเขาไว้แน่น สายตาของเธอมองไปที่ประตูแคมป์ที่เพิ่งปิดลง แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนั้น ไม่ใช่ชายชุดสูทคนเดิม แต่เป็นคนงานอีกคนที่ก้องสนิทที่สุดที่หายตัวไปเมื่อวานนี้
คนคนนั้นค่อยๆ ผลักประตูเข้ามา ใบหน้าของเขามีรอยช้ำจางๆ และในมือเขากำลังถือบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของก้องแทบหยุดชะงัก มันคือสมุดบัญชีลับของเสี่ยวิชัยที่ก้องตามหามาตลอด แต่มันกลับถูกห่อไว้ด้วยผ้าสีขาวที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ
"ก้อง... ฉันไม่ได้มาเพื่อคืนเงิน" เพื่อนคนนั้นเอ่ยเสียงสั่นพร่าพร้อมกับทรุดตัวลงกับพื้น "แต่ฉันมาเพื่อบอกว่า... พ่อของนายไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และในนี้... มันมีชื่อของทุกคนที่เสี่ยสั่งเก็บตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว"
ก้องรับสมุดนั้นมา มือของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เมื่อเขาเปิดหน้าแรกออก สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาไม่ใช่เพียงรายชื่อ แต่เป็นรูปถ่ายของคนงานที่เสียชีวิต และใบหน้าสุดท้ายที่ถูกแปะติดอยู่บนหน้ากระดาษนั้น... คือรูปของตัวก้องเองที่ถูกกากบาทด้วยหมึกสีแดงสดจนทะลุหน้ากระดาษ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความกลัวไปกับก้องในตอนนี้ด้วยหัวใจที่บีบคั้นนะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 13
รอยร้าวในความกลัว
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!