“ถ้าการมีชีวิตอยู่ของผม คือการเป็นเพียงฟันเฟืองที่รอวันสึกกร่อนในเครื่องจักรของเสี่ยวิชัย... แล้วผมจะตื่นขึ้นมาเพื่ออะไรในทุกๆ วันครับริน”
ก้องวางถ้วยกาแฟเซรามิกบิ่นๆ ลงบนโต๊ะไม้เก่าจนเกิดเสียงกระทบที่ดังจนน่าตกใจ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องเช่ารูหนูในซอยลึก กลิ่นอับชื้นของผนังปูนที่ถูกน้ำฝนซึมจนเป็นคราบเขียวขจีอบอวลอยู่รอบตัวเขา สายตาของชายหนุ่มไม่ได้มองไปที่หญิงสาวตรงหน้า แต่มันเหมืองลอยละล่องไปไกลถึงแผ่นหลังที่งอค่อมของพ่อในวันที่บ้านเกิดถูกยึด... ภาพที่เขาพยายามลบมันออกไปจากหัวทุกคืน
รินวางสมุดบันทึกในมือลงช้าๆ เธอไม่ได้รีบตอบคำถามที่ฟังดูสิ้นหวังนั้น ดวงตาคู่คมของเธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เหนื่อยล้าของก้อง ความหนักแน่นในแววตาของหญิงสาวทำหน้าที่แทนคำปลอบประโลมที่ดีที่สุด
“ก้องคะ... ไม่ใช่สิ ก้องครับ” รินแก้ไขคำเรียกขานตัวเองให้เข้ากับจังหวะของบทสนทนา “ที่คุณถามแบบนั้น ไม่ใช่เพราะคุณอยากตาย แต่มันเพราะคุณยัง ‘รู้สึก’ ถึงความเจ็บปวดต่างหาก คนที่ตายไปแล้วในความรู้สึกจริงๆ เขาไม่ตั้งคำถามแบบนี้หรอกครับ เขาจะทำตามคำสั่งไปเหมือนหุ่นยนต์จนกว่าจะหมดแรงไปเอง”
“แต่มันต่างกันตรงไหนครับ” ก้องแค่นหัวเราะ น้ำเสียงแหบพร่า “วันนี้ผมเห็นคนงานตกลงมาจากนั่งร้านชั้นสี่ เสี่ยวิชัยไม่ได้เดินมาดูผลงานของเขาหรอกครับ เขาเดินมาดูว่า ‘ปูน’ ที่เทลงไปเสียหายไหม รอยเลือดนั่นกลายเป็นแค่ส่วนผสมของคอนกรีตเสริมเหล็กที่ถูกฉาบทับให้เนียนไปกับตึกราคาหลายสิบล้าน ผมกำลังสร้างสิ่งที่จะฝังกลบคนเหมือนกับพ่อของผมเองใช่ไหมริน”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของทั้งคู่ ก้องก้มมองมือหยาบกร้านของตัวเอง มือที่เปื้อนเศษปูนฝังลึกตามซอกเล็บ มือที่เขาสาบานว่าจะใช้มันสร้างชีวิตให้ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือทำลายศักดิ์ศรีของคนร่วมชะตากรรมเดียวกันเสียเอง
รินขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือลงบนแขนที่สั่นเทาของก้อง สัมผัสที่หนักแน่นนั้นทำให้ก้องหยุดชะงัก
“ถ้าเรามองมันเป็นแค่ปูน มันก็คือที่ฝังศพครับก้อง แต่ถ้าเรามองว่ามันคือ ‘พยาน’... ทุกตึกที่เสี่ยวิชัยสร้างขึ้น ทุกกำแพงที่มีหยาดเหงื่อและชีวิตของพวกเราอยู่ข้างใน วันหนึ่งมันจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของความจริงครับ”
“ความจริงที่ผมไม่มีวันเอื้อมถึงน่ะหรือครับ” ก้องถามย้อนพลางถอนหายใจ “เสี่ยวิชัยมีทุกอย่าง มีกฎหมาย มีเงิน มีแม้กระทั่งคนที่พร้อมจะเหยียบหัวคนอื่นเพื่อไต่ขึ้นไป ส่วนผม... ผมมีแค่ความฝันที่พังทลายกับหนี้สินของพ่อที่ตามหลอกหลอน”
ก้องลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของเมืองใหญ่ เขาเห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกที่แตกร้าว ชายหนุ่มอายุ 25 ปี ที่ดูเหมือนคนอายุสี่สิบในแววตา เขาเริ่มตระหนักว่าเขาไม่ได้เพียงแค่เหนื่อยจากการทำงานหนัก แต่มันคือความเหนื่อยล้าทางวิญญาณที่กัดกินหัวใจไปทีละน้อย
“บางที...” ก้องเปรยขึ้น “ผมอาจจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตึกนั้นจริงๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่าไส้ในของมันเน่าเฟะขนาดไหน”
“คุณหมายความว่ายังไงครับก้อง” รินถามเสียงแผ่ว ความกังวลฉายชัดในน้ำเสียง
ก้องหันกลับมา แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนแอเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ดูน่ากลัวและเฉียบคม เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มซื่อตรงที่อยากกลับบ้านเกิดอีกต่อไป แต่เขาคือคนที่ตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงสามครั้งติดกัน
ก้องและรินสบตากันด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่เวลาที่ใครจะมาหาพวกเขา โดยเฉพาะในช่วงเวลาดึกสงัดเช่นนี้ ก้องเดินไปที่ประตูด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ เขาชะโงกมองผ่านรูตาแมว ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ในความมืดสลัวโถงทางเดิน
เขาหันกลับมามองรินด้วยสายตาที่สื่อถึงความประหลาดใจกึ่งหวาดหวั่น ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูออก
“เสี่ยวิชัย?” ก้องเอ่ยชื่อบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่แทบจะเป็นเพียงเสียงกระซิบ
ร่างท้วมในชุดสูทราคาแพงที่ดูผิดที่ผิดทางกับหอพักซอมซ่อแห่งนี้แย้มยิ้มออกมา แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา เสี่ยวิชัยไม่ได้ถือไม้เท้าอย่างที่เคยทำในไซต์งาน แต่มือของเขากำลังถือแฟ้มเอกสารบางอย่างที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง
“ฉันรู้ว่านายกำลังตั้งคำถามก้อง...” เสี่ยวิชัยกล่าวเสียงเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก “และฉันก็รู้ด้วยว่านาย ‘เห็น’ อะไรตอนที่คนงานตกลงมา... แต่ก้อง นายรู้ไหมว่านอกจากปูนแล้ว สิ่งที่ตึกของฉันต้องการที่สุดคือ ‘คนที่มีความแค้น’ อย่างนายมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงที่สุด”
เสี่ยวิชัยยื่นแฟ้มนั้นให้ก้อง “ถ้านายอยากรู้ว่าพ่อของนายตายเพราะอะไรในวันนั้น... เปิดแฟ้มนี้ดูซะ แล้วนายจะเข้าใจว่าทำไมวันนี้ นายถึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานให้ฉันต่อไป... หรือไม่ก็กลายเป็นศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ตึกนี้เหมือนกับเขา”
ก้องยื่นมือสั่นเทาออกไปรับแฟ้ม หัวใจของเขากำลังเต้นแรงเหมือนจะระเบิดออกมา ขณะที่เขากำลังจะเปิดแฟ้มออก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากความมืดด้านหลังของเสี่ยวิชัย... มันเป็นเสียงที่ทำให้ก้องแข็งทื่อไปทั้งตัว เพราะนั่นคือเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานกว่าสิบปี
“ลูก... พ่อขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริง”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความกลัวไปกับก้องในตอนนี้ด้วยหัวใจที่บีบคั้นนะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 14
มุมมองที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!