“ถ้าชาวบ้านพวกนั้นยังไม่ยอมย้ายออกภายในอาทิตย์หน้า นายก็เตรียมหาที่อยู่ใหม่ให้ตัวเองได้เลย สุเมธ”
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานด้วยอำนาจสั่งการดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง เสี่ยวิชัยวางปากกาหมึกซึมราคาสูงลงบนโต๊ะไม้โอ๊กแท้ แรงกระแทกนั้นไม่หนักหนา ทว่ากลับดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของชายวัยกลางคนที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องหน้าเขาเหมือนเสียงฆ้อนตอกตะปูลงบนโลงศพ
เสี่ยวิชัยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังนุ่ม สายตาคู่คมกริบกวาดมองผังเมืองบนจอโฮโลแกรมสามมิติที่แสดงให้เห็นพื้นที่ย่านชุมชนแออัดเดิม ซึ่งในอนาคตอันใกล้ มันจะถูกแทนที่ด้วยอาคารชุดระดับซูเปอร์ลักชัวรี พื้นที่สีเขียวส่วนตัว และสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่มองเห็นวิวเมืองได้ทั้งเมือง โดยไม่เหลือร่องรอยของบ้านไม้ผุพังหรือชีวิตที่ปากกัดตีนถีบของคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตรงนั้นมานานหลายทศวรรษ
“แต่ท่านครับ... พื้นที่ตรงนั้นมันมีโฉนดรวม และพวกเขาบางคนอยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ถ้าเราไล่ที่โดยไม่มีมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรม ผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมานะครับ” สุเมธเอ่ยเสียงสั่น พยายามรักษาระยะห่างของความเป็นมนุษย์เอาไว้ ทว่าสายตาที่เหลือบมองผู้เป็นนายกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เสี่ยวิชัยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความอบอุ่น มันแห้งแล้งและแหลมคมราวกับใบมีดโกน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทสั่งตัดราคาแพงให้เข้าที่ ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างกระจกใสบานยักษ์ที่เปิดทัศนียภาพกว้างไกลของเมืองหลวงที่ดูเล็กจ้อยเมื่อมองจากจุดนี้
“ข่าวใหญ่หรือ? นายคิดว่าข่าวจะอยู่ได้นานแค่ไหนในยุคที่คนอ่านอะไรไม่เกินสามบรรทัด?” เขาถามโดยไม่หันกลับมามอง “ความยุติธรรมคืออะไร สุเมธ? นายก็น่าจะรู้ดี... มันก็แค่เครื่องมือที่คนไม่มีอำนาจใช้ปลอบประโลมตัวเองเวลาสูญเสียอะไรไป ในโลกของฉัน สิ่งเดียวที่กำหนดว่าใครควรอยู่หรือไป คือตัวเลขบนงบประมาณ และความสามารถในการขวางทางความเจริญต่างหาก”
เสี่ยวิชัยหยิบแก้ววิสกี้ที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างขึ้นมาหมุนวน ของเหลวสีอำพันสะท้อนแสงไฟในห้องจนดูคล้ายเลือดจางๆ เขาจิบมันเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ “ไอ้เด็กที่ชื่อก้อง... ที่นายรายงานว่ามันพยายามจะรวมกลุ่มชาวบ้าน นั่นคือตัวแปรที่เราต้องจัดการ ถ้ามันไม่หยุดพ่นพิษใส่หูชาวบ้าน โครงการนี้ก็จะล่าช้า และถ้าโครงการล่าช้า กำไรที่ฉันควรจะได้... นายลองคำนวณดูสิว่ามันหายไปเท่าไหร่”
สุเมธกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาคือเครื่องจักรที่เสี่ยวิชัยสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานสกปรก แต่หลายครั้งที่ความสำนึกผิดในฐานะเพื่อนมนุษย์พยายามจะผุดขึ้นมาทำลายกำแพงแห่งความภักดีนั้น “ผมจะลอง... เจรจากับมันดูอีกครั้งครับ บางทีอาจจะเสนอเงินก้อนให้มันไปตั้งตัวที่อื่น”
“เงินน่ะมันซื้อคนได้เสมอ สุเมธ” เสี่ยวิชัยหันกลับมา แววตาของเขาไม่มีความเมตตาเหลืออยู่เลย “แต่ถ้ามันไม่รับเงิน ก็หมายความว่ามันไม่ได้ต้องการแค่เงิน... มันต้องการ ‘ศรัทธา’ และเมื่อใดที่คนคนหนึ่งมีศรัทธา มันจะกลายเป็นสิ่งที่กำจัดยากที่สุด... นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบาจนน่าอึดอัด สุเมธพยักหน้าช้าๆ เขารู้ดีว่าคำสั่งหลังจากนี้อาจหมายถึงชีวิตของใครสักคน หรือการทำลายล้างครอบครัวหนึ่งจนไม่เหลือซาก
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังถกเครียดเรื่องแผนการอยู่นั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างไม่มีมารยาท ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างของเลขาส่วนตัวเสี่ยวิชัยก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือถือแท็บเล็ตที่กำลังแสดงหน้าจอข่าวโซเชียลมีเดียที่มียอดแชร์นับหมื่น
“ท่านครับ... เกิดเรื่องแล้วครับ” เลขาเอ่ยเสียงรัว “มีคลิปวิดีโอจากกลุ่มรินและก้องถูกปล่อยออกมา มันเป็นหลักฐานเรื่องการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ที่ดินในโครงการของเราเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้ชาวเน็ตกำลังขุดคุ้ยข้อมูลและแท็กชื่อบริษัทเราถล่มทลายเลยครับ!”
เสี่ยวิชัยชะงักไปครู่หนึ่ง แก้ววิสกี้ในมือเขาสั่นเล็กน้อยก่อนจะถูกวางลงบนโต๊ะด้วยความแรงที่มากขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มเย้ยหยันหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกควบคุมไว้อย่างมิดชิด เขาสั่งให้เลขาส่งแท็บเล็ตมาให้ และสิ่งที่เขาเห็นบนหน้าจอนั้นไม่ใช่แค่คลิปวิดีโอธรรมดา แต่มันคือภาพถ่ายของ ‘เอกสารฉบับลับ’ ที่เขาคิดว่าได้ทำลายทิ้งไปหมดแล้วในคืนที่พ่อของก้องต้องจากโลกนี้ไปอย่างมีเงื่อนงำ
มือของเสี่ยวิชัยบีบแท็บเล็ตจนขอบของมันกดจิกลงบนฝ่ามือ ความแค้นที่สั่งสมมานานนับปีถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เคยคิดว่าเด็กหนุ่มที่เคยเป็นเพียงลูกหมาตกน้ำในวันวาน จะกลายเป็นพายุโหมกระหน่ำที่พร้อมจะพัดพาปราสาททรายของเขาให้พังทลายลงในวันนี้
“สั่งการไปที่ทีมกฎหมายและคนของเราทันที...” เสี่ยวิชัยเอ่ยด้วยเสียงที่ต่ำจนเกือบจะเป็นเสียงคำราม “บอกให้พวกมันไปเยี่ยมก้องที่บ้านเดี๋ยวนี้ ถ้ามันคิดจะเอาความลับจากนรกขึ้นมาเปิดเผย... ฉันก็จะส่งมันกลับลงไปนอนจมกองดินให้ลึกกว่าเดิม!”
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้องเพื่อไปจัดการปัญหาด้วยตนเอง โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของเขาก็ดังขึ้น เป็นเบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ และเมื่อเขากดรับ เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงขอความช่วยเหลือ หรือเสียงข่มขู่จากคู่แข่งทางธุรกิจ แต่มันคือเสียงของคนที่เขาคิดว่า ‘ตาย’ ไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
“เสี่ยวิชัย... นึกว่าลืมผมไปแล้วเสียอีกนะ” เสียงทุ้มแหบพร่าจากปลายสายทำเอาเสี่ยวิชัยถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน “เอกสารนั่นน่ะ แค่ของเรียกน้ำย่อย... ถ้าอยากได้ตัวจริง ก็กลับไปดูที่ใต้ฐานรากของอาคารที่ท่านกำลังจะสร้างใหม่สิครับ”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความกลัวไปกับก้องและศรัทธาที่เริ่มสั่นคลอนในตอนนี้นะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 15
ในห้องทำงานหรู
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!