"ผมขอยื่นใบลาออกครับเสี่ย... มีผลทันทีนับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป"
เสียงของก้องราบเรียบ หากแต่มันดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องทำงานโอ่อ่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นซิการ์ราคาแพง เสี่ยวิชัยวางปากกาหมึกซึมในมือลงช้าๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ สายตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าที่เพิ่งประกาศขายตัวเองในตลาดมืด
"คนหนุ่มมักใจร้อนเสมอ ก้อง" เสี่ยวิชัยเอ่ยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่าแฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูเบาบางลงจนแทบหายใจไม่ออก "เธอรู้ไหมว่าการเดินออกจากห้องนี้โดยไม่มีใครรับรอง มันหมายถึงอะไรในเมืองหลวงที่ไม่มีที่ว่างให้คนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเธอ"
ก้องไม่ได้หลบสายตา ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเมื่อครั้งไม่อาจช่วยพ่อได้ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่แข็งกร้าวราวกับหินผา เขาไม่ได้มองเห็นเสี่ยวิชัยเป็นผู้มีพระคุณอีกต่อไป หากแต่เป็นเงาดำมืดที่คอยกัดกินชีวิตคนตัวเล็กๆ เพื่อต่อยอดตึกระฟ้าของตัวเอง
"ผมอาจจะไม่มีที่ซุกหัวนอนในเมืองนี้ครับเสี่ย แต่นั่นยังดีกว่าการต้องนอนหลับโดยที่มือเปื้อนเลือดของคนอื่น" ก้องขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ผมเข้ามาที่นี่เพื่อหาเงินไปสร้างชีวิต ไม่ใช่เพื่อมาทำลายชีวิตใครตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจแต่ไร้ซึ่งหัวใจ"
เสี่ยวิชัยหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "อุดมการณ์กินไม่ได้หรอกนะไอ้หนู ความถูกต้องน่ะเหรอ? มันก็แค่เกราะกันตัวของคนที่ขี้แพ้เท่านั้นแหละ"
ก้องไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่โค้งคำนับอย่างสุภาพตามวิสัยของคนที่ถูกอบรมมาดี ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมาจากห้องนั้น ความเงียบในโถงทางเดินกว้างขวางต้อนรับเขาด้วยความเย็นยะเยือก ก้องรู้สึกถึงสายตาของบรรดาลูกสมุนที่มองตามหลังเขาด้วยความสมเพช บางคนกระซิบกระซาบ บางคนทำทีเป็นไม่สนใจ แต่ในใจของก้องนั้นเบาหวิวเหมือนนกที่เพิ่งหลุดจากกรงขัง
เขาก้าวเท้าออกมาถึงฟุตบาทหน้าตึกสำนักงาน แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาเบื้องบนสาดส่องลงมาสะท้อนหยาดเหงื่อบนหน้าผาก ลมร้อนของกรุงเทพฯ ปะทะเข้าที่ใบหน้า แต่มันกลับรู้สึกสดชื่นกว่าอากาศในห้องทำงานหรูหรานั่นหลายเท่า
"ตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม?"
เสียงทุ้มหวานของรินดังขึ้นจากข้างตัว เธอมายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว รินสวมเสื้อเชิ้ตสีซีดจางและกางเกงยีนส์ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ดวงตาคู่สวยของเธอมีความกังวลฉายชัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อมั่นที่ก้องโหยหามาตลอด
ก้องหันไปมองเธอ ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน "มันเป็นทางแพร่งเดียวที่ผมเหลืออยู่ริน ผมไม่อาจก้าวเดินบนเส้นทางเดิมที่ปลายทางมีแต่หายนะได้อีกต่อไป ถึงแม้วันพรุ่งนี้ผมจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินเดือนส่งกลับบ้าน แต่ผมมั่นใจว่าวันนี้ผมนอนหลับได้อย่างสนิทใจครับ"
รินเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านสัมผัสนั้นทำให้ก้องรู้สึกว่าเขายังมีหลักยึดเหนี่ยว "การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มขึ้นต่างหากก้อง ต่อไปนี้เราไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว เราจะใช้ความจริงสู้กับความลวง ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่หยุด พลังใจเพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของความอยุติธรรมได้"
"แต่เสี่ยวิชัยเขาไม่ปล่อยเราไปง่ายๆ แน่" ก้องเปรย พลางมองออกไปบนถนนที่มีรถราวิ่งขวักไขว่ "ผมมีเอกสารชุดนั้นอยู่ ถ้าผมเปิดโปงมัน ชีวิตเราอาจจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย"
"แล้วถ้าไม่เปิดโปงล่ะ? คนอีกกี่ร้อยกี่พันครอบครัวที่จะต้องกลายเป็นคนไร้บ้านเพราะโครงการของเขา?" รินถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ก้องไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อแจ็คเก็ตขึ้นมาดู มันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แลกมาด้วยความศรัทธาที่สูญสิ้นไปของเขา เขารู้ดีว่าหากเขาตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า เส้นทางนี้อาจไม่มีวันหวนกลับ แต่ถ้าเขาหยุดอยู่ตรงนี้ ชีวิตของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาไขลานที่รอวันพังทลาย
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนตัดสินใจอยู่นั้น เสียงเบรกของรถยนต์สีดำสนิทที่ขับมาจอดเทียบฟุตบาทก็ดังแว่วมา ก้องหันไปมองโดยสัญชาตญาณ กระจกรถค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของใครบางคนที่ทำให้ก้องถึงกับชะงักงัน
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบที่เขาจำได้ดีว่าเป็นทนายความคนสนิทของเสี่ยวิชัยมองตรงมาที่เขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ชวนให้ขนลุก "คุณก้องครับ... นายท่านฝากมาบอกว่า เอกสารในมือคุณน่ะ มันเป็นของร้อน ถ้าไม่อยากให้คนทางบ้านต้องเดือดร้อนไปด้วย ก็รีบเอามาคืนเสียดีๆ ในคืนนี้"
ก้องกำซองเอกสารในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาหันไปมองรินที่แววตาเริ่มสั่นไหว ก่อนจะหันกลับไปสบตาคนในรถด้วยความเด็ดเดี่ยวที่มากกว่าเดิม
"บอกเสี่ยของคุณไปว่า..." ก้องเอ่ยเสียงเข้ม พลางก้าวเดินเข้าไปใกล้รถคันนั้นจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่อยู่ข้างใน "...เอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อต่อรอง แต่มันมีไว้เพื่อชำระล้างความเน่าเฟะที่พวกคุณสร้างขึ้น และถ้าใครกล้าแตะต้องครอบครัวผม ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่พวกคุณอยากจะเผชิญหน้าด้วย"
ทนายความคนนั้นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะมองไปที่เบาะหลังของรถ "ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมง่ายๆ นะครับ" สิ้นเสียงนั้น ร่างหนึ่งที่คุ้นตาภายใต้เงามืดในรถก็ขยับกายขึ้นมา... นั่นคือพ่อของก้องที่หายตัวไปนานหลายเดือน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและอดทนรอคอยแสงสว่างไปพร้อมกับผมในเส้นทางที่มืดมิดสายนี้ครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 22
ทางแพร่งของชีวิต
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!