"ถ้ามึงจะก้าวเท้าออกจากประตูบานนี้ไป ก็จงจำใส่หัวไว้ว่า โลกข้างนอกนั่นไม่ได้มีไว้ให้คนซื่ออย่างมึงยืนหายใจสบายๆ หรอกนะก้อง"
เสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้นจากมุมมืดของห้องเช่ารูหนู กลิ่นบุหรี่ราคาถูกอบอวลจนแสบจมูก ก้องไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่หยุดชะงักมือที่กำลังยัดเสื้อยืดเก่าๆ สองสามตัวลงในเป้ใบมอมแมม สายตาของเขามุ่งตรงไปยังรอยร้าวบนผนังปูนเปลือยที่พยายามจะกะเทาะออกมาเหมือนกับชีวิตของเขาในตอนนี้
"ผมไม่ได้ต้องการอากาศหายใจที่สบายขึ้นหรอกครับลุง" ก้องตอบเรียบๆ โดยไม่หันกลับไป "ผมแค่ต้องการให้รู้ว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อ มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำกับใครในโครงการนี้อีก"
ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ เหยียดตัวขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่าๆ เผยให้เห็นรอยแผลเป็นยาวที่พาดผ่านดวงตาข้างซ้าย "อุดมการณ์มันกินไม่ได้หรอกไอ้หนุ่ม เสี่ยวิชัยน่ะไม่ใช่มนุษย์ มันคือเครื่องจักรที่ดูดเลือดคนจนมาหล่อลื่นฟันเฟืองของมัน มึงจะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง มึงไม่คิดว่าตัวเองโง่เกินไปหน่อยหรือ"
ก้องสะพายเป้ขึ้นไหล่ จังหวะนี้เองที่เขาหันกลับมา แววตาของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีไม่ได้สั่นไหวเหมือนวันวาน มันเปลี่ยนไปเป็นความนิ่งงันที่น่าเกรงขาม "ถ้าความหวังคือความโง่ ผมก็ยินดีที่จะโง่จนวันตายครับ"
เขาเดินออกจากห้องนั้น ทิ้งความกดอากาศที่บีบคั้นไว้เบื้องหลัง ก้าวเท้าลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกำลังประท้วงการจากไปของเขา แสงไฟนีออนสลัวๆ ของทางเดินกะพริบถี่ๆ เหมือนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่การเดินออกจากบ้าน แต่นี่คือการประกาศสงครามกับอำนาจมืดที่เคยฝังรากลึกในความทรงจำอันเลวร้ายของครอบครัว
ที่หน้าปากซอย รินยืนพิงเสาไฟฟ้ารออยู่แล้ว เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก่อนจะส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นมาให้ รอยยิ้มที่ทำให้ก้องรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังพอมีพื้นที่ให้เขาได้ยืน
"สายไปห้านาที" รินทักทายพร้อมขยับแว่นสายตา "คนที่จะไปสู้กับเสือ สิงห์ กระทิง แรด เขาไม่มาสายกันหรอกนะก้อง"
ก้องเดินไปหยุดตรงหน้าหญิงสาว ความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจเมื่อครู่ดูจะจางหายไป "ผมแค่ไปเก็บเศษเสี้ยวของตัวเองที่หลงเหลืออยู่ในนั้นน่ะครับ... พร้อมนะ?"
รินพยักหน้า สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม "หลักฐานที่เรารวบรวมมาได้ในบัญชีลับของโครงการคอนโดฯ ริมน้ำนั่น มันมากพอที่จะทำให้เสี่ยวิชัยสั่นคลอนได้ แต่ถ้าเราก้าวพลาด... ครั้งนี้จะไม่มีใครช่วยเราได้อีกแล้วนะ"
ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันเข้าสู่ใจกลางเมืองใหญ่ ที่ซึ่งตึกระฟ้าเสียดแทงท้องฟ้าด้วยยอดแหลมคมราวกับดาบ เมืองที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความร่ำรวย แต่ฐานรากกลับเต็มไปด้วยน้ำตาของผู้คนนับพัน ก้องมองเห็นป้ายโฆษณาโครงการหรูหราของเสี่ยวิชัยตระหง่านอยู่กลางสี่แยก ใบหน้าของเสี่ยวิชัยที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยรอยยิ้มจอมปลอมดูเหมือนจะเย้ยหยันเขาอยู่ในที
"เขาคงรู้แล้วว่าเราจะทำอะไร" ก้องเอ่ยขึ้นขณะที่รถเมล์จอดเทียบท่า "เขาส่งคนตามเราตั้งแต่เมื่อวาน"
"รู้สิ" รินตอบเสียงแข็ง "แต่เขาก็ประเมินเราต่ำเกินไป เขานึกว่าเราจะเข้าหาด้วยวิธีที่สกปรกเหมือนเขา แต่เขาลืมไปว่า... คนไม่มีอะไรจะเสียอย่างเรา คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุด"
ก้องหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมา หน้าจอมีข้อความที่ส่งมาเมื่อครู่จากเบอร์ไม่ระบุตัวตน *'หยุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ทรัพย์สินของพ่อมึงที่เสียไป กูจะคืนให้เป็นสองเท่า'*
เขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความโกรธแค้นที่เคยแผดเผาอยู่ในอกถูกเปลี่ยนให้เป็นความเย็นเยียบภายในใจ เสี่ยวิชัยไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงใช้วิธี 'เอาเงินฟาดหัว' เพื่อหยุดยั้งความจริงเสมอมา
"ก้อง ดูนั่น" รินสะกิดไหล่เขา แล้วชี้ไปที่รถลีมูซีนสีดำคันหรูที่จอดแช่อยู่หน้าสำนักงานใหญ่อสังหาริมทรัพย์ของเสี่ยวิชัย
ประตูรถเปิดออก ร่างของเสี่ยวิชัยก้าวลงมาด้วยท่าทางองอาจ เขาสวมสูทสั่งตัดราคาแพงระยับ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างเย่อหยิ่ง ราวกับเขากำลังยืนอยู่บนยอดพีระมิดที่สร้างจากกระดูกของคนตัวเล็กๆ และสายตาคู่นั้น... ก็หยุดกึกลงเมื่อพบว่าก้องกำลังยืนมองเขาอยู่จากฝั่งตรงข้ามของถนน
เสี่ยวิชัยไม่ได้แสดงอาการตกใจ เขาเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูน่ารังเกียจที่สุดเท่าที่ก้องเคยเห็น ก่อนจะควักซิการ์ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันสีเทาเป็นวงกลมขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างท้าทาย
"เขาเห็นเราแล้ว" รินกระซิบ "และดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาคนเดียวด้วย"
ด้านหลังของเสี่ยวิชัย ชายชุดดำร่างยักษ์ไม่ต่ำกว่าห้าคนก้าวลงจากรถตู้ที่ขับตามมาติดๆ ท่าทางของพวกมันไม่ใช่การมาต้อนรับแขก แต่เป็นการมาเพื่อเก็บกวาดเศษขยะที่กำลังขวางทางเดิน
ก้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของแฟ้มเอกสารที่อยู่ในเป้ มันคือความหวังเดียวที่เขาเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อพ่อ และเพื่อทุกคนที่เคยถูกกดทับอยู่ภายใต้เงามืดของปูนเปียกพวกนี้
เขาก้าวเท้าลงบนทางม้าลายโดยไม่ลังเล สายตาสบกับเสี่ยวิชัยอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่สนามรบที่ไม่มีปืน ไม่มีมีด มีเพียงความจริงและศรัทธาที่เขายึดมั่น
ทว่า ทันทีที่ก้าวถึงกลางถนน เสียงเบรกของรถยนต์ที่พุ่งเข้ามาจากทิศทางที่ไม่คาดคิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของใครบางคนพุ่งเข้ามาขวางทางก้องไว้พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
"อย่าขยับ! ใครขยับคนนั้นตาย!"
กระบอกปืนเย็นเฉียบถูกจ่อเข้าที่ขมับของก้องจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นข้างหู "ยินดีต้อนรับสู่เกมที่มึงไม่มีวันชนะ... ไอ้หนู"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและอดทนรอคอยแสงสว่างไปพร้อมกับผมในเส้นทางที่มืดมิดสายนี้ครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 23
ก้าวแรกสู่สนามรบ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!