ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 33

เงินปิดปาก

ผลงานโดย บันทึกคนจร
“ตัวเลขในเช็คใบนี้... อาจจะทำให้คนอย่างคุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้โดยไม่ต้องเงยหน้ามองใครด้วยความละอายใจอีกเลยนะ ก้อง” ชายในชุดสูทสีเข้มขยับแว่นตากรอบทอง สายตาของเขาจดจ้องไปยังก้องด้วยความสมเพชที่เคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ที่ผนังปูนเปียกชื้นจนขึ้นคราบราดำเป็นดวงๆ มันช่างตัดกับกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวสะอาดตาที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวที่ขาโยกเยกได้ ก้องนั่งอยู่ตรงข้าม นิ่งเงียบ มือของเขาสอดไว้ใต้โต๊ะ กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดนูน เขาไม่ได้มองเช็คใบนั้น แต่มองลึกลงไปในนัยน์ตาของคนส่งสาร คนของเสี่ยวิชัยที่มาพร้อมกับคำสั่ง ‘ปิดปาก’ “คุณคิดว่าความยุติธรรมมีราคาที่จ่ายได้ด้วยตัวเลขบนกระดาษใบเดียวเหรอครับ?” ก้องถามน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือด้วยแรงกดดันภายใน ชายชุดสูทหัวเราะหึในลำคอ เขาหยิบซิก้าร์ออกมาจุด กลิ่นฉุนกึกอบอวลไปทั่วห้อง “ความยุติธรรมมันก็แค่คำที่คนไม่มีกินใช้ปลอบใจตัวเองนั่นแหละก้อง อย่าทำตัวเป็นพระเอกหนังไทยยุคเก่าเลย โลกใบนี้หมุนด้วยเงิน ถ้าวันนี้คุณรับเงินก้อนนี้ไป คุณก็แค่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักคุณ ที่ที่ไม่มีใครเรียกคุณว่าไอ้คนขวางโลก... หรือถ้าคุณอยากดื้อรั้นต่อ ก็นึกถึงหน้าพ่อของคุณที่ตายไปโดยไม่มีเงินแม้แต่ค่าโลงศพดีๆ ดูสิ” ชื่อของพ่อเหมือนมีดกรีดลงบนแผลเป็นกลางใจ ก้องรู้สึกเหมือนออกซิเจนในห้องนี้เบาบางลง เขานึกถึงภาพพ่อที่ตรากตรำทำงานจนร่างกายทรุดโทรม แต่สุดท้ายกลับต้องจากไปในห้องเช่าที่ผุพังกว่านี้ ความแค้นที่ถูกกดทับไว้เริ่มเดือดพล่าน แต่เขาก็รู้ดีว่านี่คือกับดักที่เสี่ยวิชัยวางไว้ เพื่อให้เขาแสดงอาการ ‘คลั่ง’ จนดูไร้สติในสายตาคนอื่น “เสี่ยส่งคนมาดูถูกผมถึงในบ้าน คงเพราะกลัวสิ่งที่ผมกำลังจะเปิดเผยในงานแถลงข่าวพรุ่งนี้สินะครับ” ก้องเงยหน้าขึ้น สบตาชายตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว “แทนที่จะเอาเงินมาฟาดหัวผม ทำไมไม่เอาเงินไปชดเชยค่าเวนคืนที่ดินให้ชาวบ้านที่เสี่ยไล่ที่พวกเขาไปล่ะครับ?” “ชาวบ้านพวกนั้นก็แค่เบี้ยบนกระดานที่ขวางทางความเจริญ” ชายชุดสูทลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขามองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารร้องเรียนและแผนผังโครงการของเสี่ยวิชัย “คุณกำลังสู้กับภูเขาทั้งลูกด้วยไม้จิ้มฟันก้อง คิดให้ดีนะ... โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีให้กันบ่อยๆ” เมื่อชายชุดสูทก้าวเท้าพ้นธรณีประตูไป ก้องก็ทรุดตัวลงกับเก้าอี้ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เขาหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมาดู ตัวเลขเจ็ดหลักที่ปลายเช็คมันมากพอจะซื้อความฝันที่เขาเคยอยากได้มาตลอดชีวิต มากพอจะซื้อบ้านใหม่ให้แม่ มากพอจะทำให้เขาลืมเลือนความเจ็บปวดในอดีตไปชั่วขณะ รินผลักประตูเข้ามาในตอนนั้น เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดเรื่องการนัดหมายสื่อมวลชน แต่เมื่อเห็นเช็คในมือของก้อง รอยยิ้มของเธอก็เลือนหายไปทันที “ก้อง... นายรับมันไว้หรือเปล่า?” รินถาม เสียงของเธอไม่ได้คาดคั้น แต่แฝงด้วยความกังวลใจอย่างลึกซึ้ง ก้องไม่ตอบ เขาเพียงแค่นั่งมองเช็คใบนั้นเหมือนมันเป็นกระจกสะท้อนเงาของตัวเอง “ริน ถ้าฉันเลิกยุ่งเรื่องนี้... ทุกอย่างมันจะจบจริงๆ ใช่ไหม? เราจะใช้ชีวิตแบบคนปกติที่ไม่มีใครมาคอยปองร้ายได้จริงๆ ใช่ไหม?” รินเดินเข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่ของเขา สัมผัสที่อบอุ่นทำให้ก้องรู้สึกตัวว่าเขายังไม่ได้อยู่เพียงลำพัง “การยอมแพ้มันไม่ได้การันตีความสงบหรอกก้อง แต่มันคือการยอมรับว่าที่ผ่านมา... สิ่งที่เราสู้มาทั้งหมดมันไม่มีความหมายอะไรเลย” ก้องถอนหายใจยาว เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าตระหง่านทับถมชุมชนแออัดเบื้องล่าง เขาฉีกเช็คใบนั้นออกเป็นสองส่วนต่อหน้าต่อตาริน ก่อนจะขยำมันเป็นก้อนแล้วโยนลงถังขยะที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษที่เหลือทิ้ง “พรุ่งนี้... เราจะแฉทุกอย่าง” ก้องประกาศด้วยแววตามุ่งมั่นที่รินไม่ได้เห็นมานาน แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนถึงการเปิดโปงในวันพรุ่งนี้ เสียงโทรศัพท์มือถือของก้องก็ดังขึ้นเป็นสายเรียกเข้าที่ไม่ระบุชื่อ เมื่อเขากดรับ สิ่งที่ได้ยินกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ “เสียดายนะก้อง... เช็คใบนั้นมันแค่เครื่องพิสูจน์ความโลภ แต่สิ่งที่อยู่ในมือฉันตอนนี้... คือหลักฐานว่าพ่อของแกไม่ได้ตายเพราะป่วยอย่างที่แกเข้าใจหรอกนะ” เสียงปลายสายเป็นเสียงของเสี่ยวิชัยที่หัวเราะแผ่วเบา ก่อนจะส่งไฟล์เสียงบางอย่างผ่านข้อความมาให้ก้อง ทันทีที่ก้องกดเปิดฟัง เสียงครวญครางของชายชราคนหนึ่งที่ดูคุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุบตีและเสียงคำรามที่คุ้นเคยในเหตุการณ์ประท้วงเมื่อสิบปีก่อน... เสียงของพ่อเขาก่อนที่ท่านจะสิ้นใจในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก้องตัวแข็งทื่อ รินที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าของเขาก็ขยับเข้ามาดู มือของเธอปิดปากตัวเองด้วยความตกใจเมื่อเห็นข้อความที่แนบมาพร้อมกัน มันคือภาพถ่ายชุดหนึ่ง... ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ในวันนั้น พ่อของเขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ถูก ‘จัดการ’ โดยคนของเสี่ยวิชัยตั้งแต่วันนั้นแล้ว “เราไม่ได้สู้เพื่อที่ดินริน...” ก้องพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มที่ตอบซูบ “เรากำลังสู้กับฆาตกรที่ฆ่าพ่อฉันมาตลอดสิบปี” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและความหวังไปกับผมในตอนนี้นะครับ - บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%