"ถ้ามึงหยิบมันขึ้นมา นั่นหมายความว่ามึงยอมก้มหัวให้กับความโลภที่ไม่มีวันอิ่มตัว ชีวิตก้อง... มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าเงินในกระเป๋าเยอะ"
เสียงของพ่อยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับเป็นเข็มทิศที่คอยตอกย้ำในวันที่โลกหมุนเคว้งคว้าง ก้องยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวภายในตู้รถไฟที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพที่เห็นเบื้องหน้า—เอกสารโฉนดที่ดินชุมชนคลองเตยที่ถูกประทับตรา ‘ยึดครอง’ ด้วยชื่อบริษัทของเสี่ยวิชัย—มันไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือคำพิพากษาประหารชีวิตคนทั้งชุมชนที่เขาพยายามปกป้อง
"ก้อง... เราต้องไปแล้ว ก่อนที่คนพวกนั้นจะเห็นเรา" รินกระซิบ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด มือของเธอเอื้อมมาจับแขนเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้ก้องหลุดจากภวังค์
ก้องหันไปมองริน ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเดือดดาลที่ถูกกระตุ้นด้วยมโนธรรมที่เคยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขา—ชายผู้ยากจนที่สุดในหมู่บ้านแต่กลับภูมิใจในเกียรติยศที่กินไม่ได้—มักจะพูดเสมอว่า 'คนเราอาจจะไม่มีกิน แต่ถ้าเสียความสัตย์ไป วันนั้นก็เท่ากับเราตายทั้งเป็น'
"ริน... เธอคิดว่ามันเป็นกับดักไหม" ก้องถามเสียงต่ำพลางกวาดสายตาไปรอบโบกี้ที่ว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟกะพริบถี่ๆ ที่ส่องให้เห็นคราบปูนเปียกบนผนังรถไฟ ราวกับร่องรอยของบาดแผลที่ไม่มีวันหาย "ถ้าพวกเขาตั้งใจปล่อยให้เราเห็น... นั่นแปลว่าเขาอยากให้เราทำอะไรบางอย่าง"
รินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก "ถ้าเราเดินหนี เราก็แค่คนขี้ขลาด แต่ถ้าเราหยิบมันไป... เราจะกลายเป็นหมากที่เขาหยิบมาวางไว้บนกระดานเพื่อรอวันเชือดทิ้ง ก้อง เธอต้องเลือกว่าจะยอมเป็นหมากที่เดินตามสั่ง หรือจะเป็นคนที่ยอมเผาผลาญตัวเองเพื่อให้แสงสว่างกับคนอื่น"
ก้องไม่ได้ตอบทันที เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกระเป๋าเอกสารที่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับเหยื่อล่อ เขานึกย้อนไปถึงวันที่พ่อถูกบังคับให้เซ็นชื่อยอมแพ้กับเจ้าหนี้นอกระบบในวันนั้น พ่อก้มหัวให้ความยากจน แต่พ่อไม่เคยยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรม แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต พ่อยังสั่งเสียเขาไว้ว่า อย่าได้ทรยศต่อคนยากคนจนด้วยกัน
"พ่อเคยบอกผมว่า ความซื่อสัตย์คือเกราะคุ้มกันเพียงอย่างเดียวที่เรามี" ก้องพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอกสารขึ้นมา ความเย็นของกระดาษเสียดแทงปลายนิ้ว "ถ้าผมไม่หยิบมันไป วันนี้ชุมชนต้องถูกรื้อถอน แต่ถ้าผมหยิบ... ผมก็กำลังก้าวเข้าสู่ปากเสือ"
"แล้วเธอก็เลือกที่จะทำสิ่งที่พ่อสอนมาตลอดสินะ" รินคลี่ยิ้มจางๆ ท่ามกลางความตึงเครียด เธอรู้ดีว่าคำตอบของก้องคืออะไร เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะเพิกเฉยต่อความทุกข์ของผู้อื่นได้ลงคอ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังสะท้อนมาจากท้ายโบกี้ จังหวะการก้าวเดินที่ดูเชื่องช้าแต่หนักแน่นในทุกย่างก้าว ก้องรีบยัดเอกสารเข้าในกระเป๋าสะพายหลังแล้วลุกขึ้นยืน ร่างเงาของชายฉกรรจ์สองคนในชุดสูทสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงปลายทางเดิน แสงไฟจากหลอดนีออนเหนือหัวกะพริบถี่ขึ้นจนน่าใจหาย ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหยุดเดินและขยับแว่นตาดำ
"พวกคุณเดินมาผิดทางหรือเปล่าครับ" เสียงนุ่มทุ้มแต่เย็นเยียบดังกังวานขึ้น มันไม่ใช่เสียงของเสี่ยวิชัย แต่เป็นเสียงที่ก้องจำได้แม่นยำว่าเป็นคนสนิทที่คอยจัดการ 'ธุระ' ให้กับเสี่ยเสมอ
ก้องก้าวออกมาบังหน้าของรินไว้ "พวกเราแค่หลงมาครับ"
ชายคนนั้นแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกัน "หลงมา? ในอุโมงค์ปิดตายเนี่ยนะ ก้อง... คุณคงรู้จักชื่อผมดี และคงรู้ว่าเสี่ยไม่ได้ชอบคนที่มือซนชอบหยิบของที่ไม่ใช่ของตัวเอง"
"สิ่งที่อยู่ในนี้ไม่ใช่ของเสี่ย" ก้องสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความลังเลเป็นความกล้าหาญที่เด็ดเดี่ยว "มันคือชีวิตของคนนับร้อยที่ถูกพวกคุณกดทับ"
ชายชุดดำชักปืนพกออกมาจากใต้สูทอย่างรวดเร็วโดยไม่มีท่าทีลังเล เสียง 'คลิก' ของนกปืนที่ถูกง้างขึ้นดังชัดเจนในความเงียบ รินหน้าซีดเผือด แต่ก้องกลับยืนนิ่ง สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ปลายกระบอกปืนนั้น
"จะตายเพื่ออุดมการณ์ที่ไม่มีใครรับรู้ หรือจะวางมันลงแล้วเดินจากไปเหมือนหมาข้างถนน... ผมให้เวลาคุณนับหนึ่งถึงสาม" ชายคนนั้นกล่าวพลางเริ่มนับ "หนึ่ง..."
ก้องไม่ได้ขยับตัว แต่เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงหัวใจที่เต้นรัวในอกเริ่มเปลี่ยนเป็นจังหวะที่มั่นคง เขานึกถึงใบหน้าของพ่อที่สอนให้เขาเข้มแข็งในวันที่โลกพังทลาย
"สอง..."
มือของรินสั่นระริก เธอพยายามดึงแขนก้อง แต่เขากลับสะบัดออกอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เธอต้องมารับเคราะห์
"สาม..."
ชายชุดดำนิ้วแตะที่ไกปืน เตรียมจะลั่นกระสุน แต่ในจังหวะที่เสียงปืนกำลังจะแผดก้อง โทรศัพท์ในกระเป๋าของชายชุดดำกลับดังขึ้นเสียก่อน เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรับสาย ฟังอยู่ชั่วอึดใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเห็นผี เขาวางสายแล้วหันมามองก้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น
"เสี่ยบอกว่า... ให้พวกคุณไปพบที่ออฟฟิศตอนนี้" เขาเก็บปืนลงอย่างหัวเสีย "เขามีข้อเสนอที่น่าสนใจกว่าลูกกระสุนเยอะ"
ก้องขมวดคิ้ว ข้อเสนออะไรกันที่ทำให้อิทธิพลมืดหยุดชะงักได้ในวินาทีสุดท้าย เขาหันไปมองรินที่ยังคงตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก ก่อนจะตัดสินใจเดินตามชายชุดดำไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นขอบประตูรถไฟ ชายชุดดำก็หันมาพูดทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของก้องเย็นเฉียบ
"อ้อ... แล้วอย่าลืมเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ เพราะสิ่งที่อยู่ในกระเป๋านั่นน่ะ... เสี่ยเป็นคนใส่ไว้ให้คุณหยิบไปตั้งแต่แรก เพื่อให้คุณกลายเป็นแพะรับบาปในคดีที่กำลังจะเกิดขึ้นคืนนี้"
ก้องหยุดกึก ร่างกายของเขาราวกับถูกแช่แข็งในทันที นี่ไม่ใช่แค่การช่วงชิงเอกสาร แต่มันคือกับดักมรณะที่เขาถูกขุดหลุมฝังไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงมือหยิบมันขึ้นมาจริงๆ!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับผมในบทนี้นะครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 39
บทเรียนจากอดีต
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!