“อย่าหันหลังกลับไปมองนะริน วิ่ง!”
เสียงของก้องต่ำพร่า แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการที่รินไม่เคยได้ยินมาก่อน ในเสี้ยววินาทีที่ความจริงกระแทกเข้าสู่ความรู้สึกจนชาหนึบ รินแทบไม่เชื่อว่าชายวัยกลางคนที่เธอเคยนำอาหารไปแบ่งปันในยามยาก คนที่เธอเคยร่วมอุดมการณ์เคียงบ่าเคียงไหล่ในที่ประชุมสภาคนจน จะกลายเป็น ‘หมาล่าเนื้อ’ ให้กับคนอย่างเสี่ยวิชัยเพียงเพราะเศษเงินก้อนหนึ่ง
ก้องกระชากข้อมือรินให้ก้าวพ้นจากซอกตึกแคบๆ ที่กลิ่นขยะเน่าเสียอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงรองเท้าคอมแบทของชายชุดดำกระแทกพื้นปูนดังเป็นจังหวะไล่หลังมา ความมืดของตรอกในสลัมย่านนี้ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเดินเข้ามาอย่างปลอดภัย แต่สำหรับก้อง มันคือเขาวงกตที่เขาต้องใช้มันเพื่อเอาชีวิตรอด
“ทำไม... พี่สารวัตรนั่น...” รินพึมพำขณะหอบหายใจ มือของเธอยังคงสั่นเทา
“โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำหรอกริน มันมีสีเทาที่หม่นจนมองไม่เห็นทาง” ก้องตอบพลางลากเธอลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนที่กะพริบถี่ๆ “คนที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่ถือปืนไล่ล่าเราหรอก แต่คือคนที่รู้จุดอ่อนเราดีที่สุดต่างหาก”
ก้องหยุดกะทันหันก่อนจะดันร่างรินเข้าไปในช่องว่างระหว่างตึกแถวเก่าที่มีไม้กระดานผุๆ ปิดกั้นไว้ เขาใช้ไหล่กระแทกแผ่นไม้จนหลุดออก แรงปะทะทำให้เกิดเสียงดังโครมคราม แต่เขาสวนกลับด้วยการคว้าถังขยะเก่าๆ มาล้มขวางไว้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกที่ตามมา
ทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในความมืดสนิท ก้องกดไหล่รินให้หมอบลงกับพื้นดินชื้นแฉะ เขาทำหน้าที่เป็นกำแพงมนุษย์โอบหลังเธอไว้ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงและถี่กระชั้น กลิ่นเหงื่อปนกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“เราต้องย้ายอีกแล้วใช่ไหม” รินถามเบาๆ ท่ามกลางความเงียบที่กดทับ
“เมืองนี้ไม่มีที่ไหนเป็นที่พักพิงถาวรหรอกริน ยิ่งสำหรับคนอย่างเรา ที่รู้มากเกินไปจนกลายเป็นเสี้ยนหนามของคนพวกนั้น” ก้องตอบพลางมองลอดช่องว่างของไม้กระดานออกไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ของชายชุดดำสามคนที่กำลังชะลอฝีเท้าลง
ก้องรู้ดีว่าความปลอดภัยเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เขาผ่านชีวิตที่ต้องย้ายที่อยู่เหมือนคนไม่มีหลักแหล่งมาตั้งแต่จำความได้ ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยพ่อให้รอดพ้นจากอำนาจมืดของพวกนายทุนที่ดินในอดีต คือแรงผลักดันให้เขายอมเป็นคนจรที่คอยเตือนภัยให้คนอื่น แต่วันนี้... เมื่อเขามีรินอยู่เคียงข้าง ความหวาดกลัวที่เขาเคยชินกลับกลายเป็นความวิตกกังวลที่แหลมคมกว่าเดิม
“ถ้าฉันไม่ดึงเธอเข้ามา...” ก้องเปรยขึ้นเบาๆ มือที่กุมมือรินไว้แน่นบีบเบาๆ
“ถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็วันหน้าอยู่ดีค่ะ... เอ้ย... ครับ” รินแก้คำพูดอย่างลนลานก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ในความมืด “เราสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง ก้องไม่ได้ลากฉันมา แต่ฉันต่างหากที่เลือกเดินมาทางนี้กับก้อง อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”
ก้องนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดของหญิงสาวตรงหน้าทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในความเปราะบาง เขาเปลี่ยนทิศทางจากการหลบซ่อนเป็นการวางแผน เขาไม่ใช่แค่คนหนี แต่เขาคือคนที่จะต้องส่งมอบหลักฐานที่รินรวบรวมมาให้ถึงมือนักข่าวในเช้าวันพรุ่งนี้
“ฟังนะ เราจะไม่อยู่ที่นี่ต่อ อีกร้อยเมตรข้างหน้าจะมีทางออกสู่ถนนใหญ่ ซึ่งมีรถเมล์เที่ยวสุดท้ายผ่านพอดี” ก้องกระซิบข้างหูเธอ “จำไว้นะ ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อเธอ ห้ามหยุด ห้ามหันกลับมามอง จนกว่าเราจะถึงจุดหมาย”
รินพยักหน้าหนักแน่น
ก้องใช้จังหวะที่พวกชุดดำเดินห่างออกไป พารินมุดออกมาจากช่องแคบ พวกเขาเร่งฝีเท้าฝ่าความมืดของชุมชนแออัด เสียงหมาเห่าหอนสะท้อนไปมาเหมือนสัญญาณเตือนภัย ก้องสังเกตเห็นไฟหน้ารถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่ปากซอย มันไม่ใช่รถตำรวจ แต่มันคือรถตู้สีดำสนิทที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เสี่ยวิชัยไม่ได้ส่งแค่ลูกน้องมา แต่มันมาด้วยตัวเอง
“ก้อง... นั่นรถของ...”
“อย่าสนใจ! วิ่งไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน!” ก้องตัดสินใจเด็ดขาด เขาพารินวิ่งฝ่าทางลัดที่คดเคี้ยวไปตามแนวกำแพงปูนเปียกที่เปราะบางและเต็มไปด้วยรอยร้าว เสียงปืนนัดหนึ่งดังสนั่นขึ้นเหนือหัวพวกเขา แต่มันหาได้ทำให้จังหวะการวิ่งของก้องเปลี่ยนไปไม่ เขาพารินกระโจนผ่านแผงขายของเก่าจนระเนระนาด ก่อนจะเห็นแสงไฟของสถานีรถไฟเบื้องหน้า
เมื่อถึงสถานี ก้องผลักรินเข้าไปในขบวนรถไฟที่ประตูกำลังจะปิดลง เขากระโดดตามเข้าไปในวินาทีสุดท้าย ทั้งคู่หอบจนตัวโยน หัวใจเต้นแรงเหมือนจะระเบิดออกมา
“เราปลอดภัยแล้ว...” รินกล่าวด้วยเสียงที่เบาหวิว
ก้องมองออกไปนอกกระจกขบวนรถที่เริ่มเคลื่อนตัวผ่านความมืดใต้ดิน เขาเห็นคนคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลาที่พวกเขาทิ้งมา ชายคนนั้นถอดหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ก้องจำได้ไม่มีวันลืม ใบหน้าที่เขาเคยเรียกว่า ‘พ่อ’ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเขากำลังยืนคุยกับเสี่ยวิชัยด้วยท่าทีที่สนิทสนมเกินกว่าจะเป็นคนแปลกหน้า และในมือนั้น... กำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ควรจะอยู่ในกระเป๋าของก้อง
ก้องเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าสู่หัวใจจนเย็นยะเยือกไปถึงไขกระดูก รินที่กำลังมองตามสายตาของก้องไปถึงกับปิดปากแน่นเมื่อเห็นภาพนั้น ในขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวลึกลงไปในอุโมงค์มืดมิด ทิ้งให้ก้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทั้งหมดนี้คือการช่วยชีวิต หรือคือกับดักที่ถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มก้าวเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเฝ้ามองเส้นทางชีวิตของก้องไปพร้อมกับบันทึกคนจรนะครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 38
ที่พักพิงใหม่
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!