"ถุงปูนตราแรดห้าสิบถุงนั่น... มึงเอาไปไว้ไหนหมดวะไอ้กล้า!"
เสียงตวาดของสมชาย โฟร์แมนคุมไซต์งานดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและกลิ่นปูนซีเมนต์ที่ถูกความชื้นกัดเซาะโชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ก้องยืนนิ่งอยู่ใต้เพิงพักชั่วคราว น้ำฝนที่สาดซัดเข้ามาตามแรงลมทำให้เสื้อยืดสีซีดแนบติดแผ่นหลัง เห็นร่องรอยกล้ามเนื้อที่ผ่านความเหนื่อยยากมาตลอดทั้งวัน
เขายังไม่ตอบทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กดดันผู้เป็นหัวหน้างาน สายตาคมกริบของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีมองตรงไปยังกองปูนที่วางเรียงรายอยู่มุมตึก ซึ่งบัดนี้เนื้อปูนภายในกระสอบพลาสติกสานเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนแข็งราวกับหินปูนใต้ท้องทะเล เนื่องจากถูกความชื้นกัดกินจากการเก็บรักษาอย่างไร้มาตรฐาน
"ผมถามทำไมไม่ตอบวะ!" สมชายก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและอารมณ์ฉุนเฉียว มือหยาบกร้านผลอกเข้าที่หัวไหล่ของก้องอย่างแรง
ก้องเซถอยหลังไปสองก้าว แต่ฝ่ามือยังคงกำประแจเลื่อนในมือแน่น เขารู้ดีว่าความเดือดดาลของสมชายไม่ได้เกิดจากการที่ปูนเสียคาตา แต่เกิดจากความกลัว—ความกลัวที่ความจริงเรื่องการลดต้นทุนวัสดุก่อสร้างกำลังจะถูกเปิดเผย
"ปูนล็อตนี้มันเสื่อมสภาพตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถแล้วครับพี่สมชาย" ก้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนอีกฝ่ายชะงัก "พี่ก็รู้... และเสี่ยวิชัยก็รู้ว่าเหล็กเสริมกับปูนพวกนี้มันไม่ได้มาตรฐานตามแบบวิศวกรรม ถ้าฝนยังตกหนักแบบนี้ติดต่อกันอีกสักสามชั่วโมง ดินตรงฐานรากฝั่งตะวันออกต้องรับน้ำหนักไม่ไหวแน่ๆ"
"ปากดีนะมึง!" สมชายแยกเขี้ยวเข้าใส่ "หน้าที่ของมึงคือผสมปูนแล้วเทตามคำสั่ง ไม่ใช่มาทำตัวเป็นวิศวกรผู้ทรงคุณวุฒิ ไซต์นี้เสี่ยวิชัยคุมเองทุกตารางนิ้ว ถ้ามันจะพัง มันก็พังบนหัวมึงนั่นแหละไอ้ก้อง!"
ในขณะที่การปะทะคารมกำลังถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของก้องก็สั่นรัว เขาหยิบขึ้นมาดู ปรากฏชื่อของ 'ริน' ปรากฏอยู่บนหน้าจอ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
*[ก้อง... ระวังตัวนะ ทางเขตส่งข่าวมาว่าดินแถบนั้นเป็นดินถมใหม่ ความหนาแน่นต่ำมาก ถ้ารับน้ำหนักโครงสร้างไม่ไหว มันจะไม่ใช่แค่ทรุด แต่มันจะพังครืนลงมาทั้งแถบ!]***
ยังไม่ทันที่ก้องจะได้กดโทรศัพท์กลับ เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าผ่ากลางอกก็ดังสนั่นหวั่นไหว!
ครืนนน—!
แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าทำให้ทั้งก้องและสมชายเสียหลักล้มลง เสียงเหล็กเส้นขนาดใหญ่บิดตัวลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ดังประสานกับเสียงกรีดร้องของคนงานเมียนมาหลายชีวิตที่พักอาศัยอยู่ในแคมป์คนงานด้านหลังไซต์งาน
"เห O้ย อะไรวะ!" สมชายหน้าถอดสี สติที่เคยมีหลุดกระเจิงเมื่อเสาเข็มต้นหลักฝั่งทิศเหนือทรุดฮวบลงไปในดินอย่างไร้การพยุง ตัวอาคารสูงสามชั้นที่เพิ่งเทคานคอนกรีตเสร็จหมาดๆ เอียงลาดองลงมาทันทีราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด
ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของก้องกระตุกวูบ ปมในอดีตเมื่อครั้งที่ผู้เป็นพ่อต้องสูญเสียที่ดินทำกินเพราะความโลภของนายทุนผู้มีอิทธิพลผุดวาบขึ้นมาในหัว แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน... นี่คือชีวิตของผู้บริสุทธิ์!
"ไอ้สมชาย! พาคนงานวิ่งไปทางลานจอดรถเร็ว!" ก้องตะโกนสุดเสียง กลบเสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมาราวกับฟ้าั่วถล่ม
เขาร่างกายเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิด ทิ้งประแจในมือแล้วพุ่งทะยานฝ่าสายฝนและม่านดินโคลนที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่โซนก่อสร้าง เสียงคานปูนหนักหลายตันหักโค่นลงมาทับกองวัสดุส่งเสียงดังสนั่น ฝุ่นปูนฟุ้งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทาง แต่เสียงครางครวญด้วยความเจ็บปวดของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ดังเล็ดลอดออกมาจากใต้ซากปรักหักพัง ทำให้ก้องรู้ว่าเขาถอยไม่ได้อีกแล้ว
"ช่วยด้วย! ขาผมติด!"
เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากใต้คานไม้แบบที่หักโค่น ก้องไม่รอช้า เขากระโจนเข้าหาร่างของลุงชาญ คนงานอาวุโสประจำไซต์ที่นอนกอดเสาไม้ค้ำยันไว้แน่น แผ่นปูนขนาดใหญ่กำลังกดทับท่อนขาของแกไว้ เลือดสีแดงฉานไหลปะปนกับน้ำฝนจนกลายเป็นสีน่ากลัว
"ลุงชาญ! ตั้งสติไว้นะครับ!" ก้องพยายามใช้ท่อนเหล็กยาวสอดเข้าไปใต้แผ่นปูนเพื่อทำเป็นคานงัด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ขมับและลำคอ แรงกดทับของแผ่นปูนหนักอึ้งราวกับภูเขา แต่ความตั้งใจที่จะช่วยชีวิตคนตรงหน้ามีมากกว่า
"ฮึบ...!" ชายหนุ่มคำรามในลำคอ แรงฮึือกสุดท้ายปลุกพลังแฝงในตัวให้ระเบิดออกมา คานปูนขยับเคลื่อนตัวขึ้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่ก็มากพอให้ลุงชาญดึงขาที่บวมช้ำออกมาได้
"หนีไปไอ้ก้อง! เร็วเข้า!" ลุงชาญผลักก้องสุดแรงเมื่อเห็นเสาปูนอีกต้นด้านบนกำลังร้าวและจ่อจะหล่นลงมาทับจุดที่พวกเขายืนอยู่
พริบตานั้นเอง—!
เงาร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาท่ามกลางม่านฝน เสี่ยวิชัยในชุดสูทราคาแพงแต่เปียกโชก ยืนมองความพินาศตรงหน้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เขามองซากตึกที่พังทลาย ก่อนจะเหลือบมามองก้องที่เนื้อตัวเปื้อนโคลนด้วยรอยยิ้มเยдя
"แกเห็นรึยังวะไอ้ก้อง..." เสียงของเสี่ยวิชัยลอดผ่านความมืดและสายฝนมาอย่างเยือกเย็น "ต่อให้แกเก่งแค่ไหน... แกก็เอาชนะความจริงข้อเดียวไม่ได้หรอก ว่าโลกใบนี้... คนมีเงินเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดชะตากรรม"
ก้องค่อยๆ พยุงลุงชาญลุกขึ้นยืน สายตาคมกราบจ้องมองนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเคียดแค้นและเด็ดเดี่ยวผสมผสานกัน เขาไม่ได้เอաբาปหรือคำด่าทอใดๆ ออกมาจากปาก มีเพียงรอยยิ้มที่มุมปากของชายหนุ่มผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ที่ส่งกลับไปให้อีกฝ่ายได้หนาวสะท้าน
ทว่า... ในวินาทีที่ความชุลมุนกำลังถึงขีดสุด เสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลก็ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับแสงไฟกะพริบสีแดงฉานที่สาดส่องเข้ามาในไซต์งาน
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของก้องหยุดเต้นไปชั่วขณะ กลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้น—หากแต่เป็นร่างของใครบางคนที่ก้าวลงมาจากรถกระบะคันเก่า พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือเปียกฝน
...รินเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเสี่ยวิชัย ก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารฉบับนั้นออก พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เสี่ยวิชัยหน้าถอดสีเป็นครั้งแรกในชีวิต
"สวัสดีค่ะเสี่ยวิชัย... เอกสารสัญญาซื้อขายปูนล็อตนี้ ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการ 'ลดสเปก' เพื่อโกงงบประมาณ... ดิฉันส่งให้กรมโยธาธิการและ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้วนะคะ"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนฝนตกหนักนี้ไปด้วยกันนะครับ
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 49
คืนที่ฝนตกหนัก
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!