ลำแสงสีขาวโพลนจากไฟฉายแรงสูงสาดกระแทกเข้ามาผ่านกระจกห้องพักเก่า ๆ จนฝุ่นละอองที่ลอยเค្វ้างในอากาศกลายเป็นระยับระยองเหมือนเศษแก้วแตก ก้องยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องร่างของชายชรา อ้อมแขนของเขายังโอบกอดความว่างเปล่าที่เพิ่งสูญเสียลมหายใจไปเมื่อครู่ ร่างกายของลุงมั่นเย็นเฉียบลงอย่างรวดเร็วราวกับความโหดร้ายของเมืองใหญ่ได้สูบเอาความอบอุ่นสุดท้ายไปจากแกจนหมดสิ้น
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่หยุดลงที่หน้าประตูห้อง เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนซีเมนต์เปลือยดังปึ้งปั้งราวกับเสียงค้อนทั่งตอกย้ำความพ่ายแพ้
“เปิดประตู! เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามคำสั่งศาล!” เสียงทุ้มห้าวตะโกนก้อง พร้อมกับแรงกระแทกจากด้านนอกที่ทำให้กลอนประตูขึ้นสนิมสั่นสะเทือนจนฝุ่นปูนร่วงกราว
รินผุดลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแต่ก็ซ่อนความเด็ดเดี่ยวเอาไว้ใต้เรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน เธอมองหน้าก้องที่ยังคงนิ่งค้างอยู่กับศพของลุงมั่น มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーンบนหลังมือ
“ก้อง… เราต้องไป ทางหน้าต่างหนีไฟด้านหลังยังพอได้” รินกระซิบเสียงสั่น พลางพยายามดึงแขนชายหนุ่มให้ลุกขึ้น
แต่ก้องไม่ขยับ เขาก้มมองใบหน้าของชายชราที่ดวงตาปิดสนิทริมฝีปากยังคงเผยอเล็กคล้ายจะเอ่ยคำพูดบางอย่างที่ค้างคา ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดตั้งแต่วันที่สูญเสียผู้เป็นพ่อ หวนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งในค่ำคืนนี้… เขาช่วยพ่อไม่ได้ และตอนนี้… เขาก็ปกป้องลุงมั่นไม่ได้เช่นกัน
*“เราสู้เพื่ออะไรวะริน…”* ก้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลอดไรฟันออกมาเบา ๆ ทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของห้องแคบ ๆ นี้ *“สู้จนแก่เฒ่า สู้จนลมหายใจสุดท้าย… แต่มันไม่เคยชนะเลยสักครั้งเดียว”*
โครم!
บานประตูไม้เก่าทานแรงกระแทกไม่ไหว บานพับหลุดกระเด็นออกพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดนอกเครื่องแบบนับสิบคนพรูเข้ามาในห้อง แสงไฟฉายหลายดวงสาดส่องกราดไปทั่วจนทุกคนต้องหรี่ตาหนีความแสบพร่า
“อยู่นิ่ง ๆ ห้ามขยับ!” หัวหน้าชุดปฏิบัติการตะโกนก้อง กวาดสายตามองศพของลุงมั่นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาล็อกเป้าหมายที่ก้องและริน
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดตัดได้ กลิ่นอับชื้นของตึกเก่าผสมกับกลิ่นเหงื่อและความหวาดกลัวลอยคละคลุ้ง ก้องค่อย ๆ ปล่อยร่างของลุงมั่นให้นอนลงบนพื้นอย่างทะนุถนอม ชายหนุ่มค่อย ๆ ยืนขึ้นช้า ๆ ความสูงของเขาไม่ได้ทำให้ดูน่าเกรงขามในสายตาของคนมีอำนาจ แต่แววตาที่ว่างเปล่าและนิ่งสนิทของก้องกลับทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ชะงักไปชั่วขณะ
“พวกคุณมาเร็วจังนะ… หรือว่ารอให้เขาตายก่อน ถึงค่อยกล้าเข้ามาเก็บกวาด?” รินก้าวขึ้นมาบังหน้าก้องไว้ครึ่งหนึ่ง แม้เสียงของเธอจะสั่นเครือแต่ก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“ถอยไปคุณ! พวกเรามาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย มีหมายค้นและหมายจับข้อหาบุกรุกและยุยงปลุกปั่น” ชายฉกรรจ์หัวหน้าชุดก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับส่งสัญญาณให้ลูกน้องเตรียมเข้าประชิดตัว
“กฎหมาย?” ก้องแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งจนคนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านรินไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านั้นตรง ๆ “กฎหมายที่คุ้มครองคนตึกสูง แตเหยียบย่ำคนใต้ถุนตึกเนี่ยนะ? พวกคุณกินเงินเดือนจากภาษีของใคร ถึงกล้าเอาเท้ามาเหยียบหัวใจของคนที่ไม่มีทางสู้แบบนี้”
“ปากดีนักนะไอ้หนุ่ม! ควบคุมตัวไว้!”
สิ้นคำสั่ง มือหยาบกร้านหลายคู่พุ่งเข้าชะลอและกระชากตัวก้องในทันที รินกรีดร้องและพยายามเข้าไปช่วย แต่ถูกผลักจนเซถลาล้มลงไปกระแทกกับมุมโต๊ะ ก้องไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้ตัวเองถูกกดลงกับพื้นปูนเย็นเฉียบ ใบหน้าแนบชิดกับรอยเปื้อนฝุ่นดินที่ลุงมั่นเคยเดินเหยียบย่ำ
ในวินาทีที่ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนเกือบจะแหลกสลาย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของก้อง… *หรือที่พวกเราทำมาทั้งหมด มันเป็นแค่เรื่องตลกไร้สาระ?* คนจนอย่างพวกเขาก็เป็นแค่ฝุ่นผงที่ถูกลมพัดปลิวไปตามใจชอบของคนรวย ต่อให้ตะโกนจนเสียงแหบแห้งแค่ไหน โลกใบนี้ก็ไม่เคยหันมามองอยู่ดี
รถกระบะนอกเครื่องแบบจอดรออยู่
เบื้องล่างตรอกมืดสนิท ก้องถูกกดให้นั่งเบียดเสียดอยู่กับเบาะหลังแคบ ๆ ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใด ๆ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามก้องฝ่าสายฝนปรอย ๆ ที่เพิ่งโปรยปลงมาด้านนอก ความเงียบงันในห้องโดยสารช่างน่าอึดอัด ราวกับความตายของลุงมั่นเป็นเพียงเศษธุลีที่ไม่เคยมีใครใส่ใจ
เมื่อรถแล่นมาถึงสถานีตำรวจขนาดเล็กย่านชานเมือง ก้องถูกนำตัวลงจากรถโดยไม่มีการแจ้งสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาลากโซ่ตรวนที่ข้อเท้าเดินเข้าสู่ห้องสอบสวนที่เปิดไฟนีออนสีสลัว กลิ่นอับของกระดาษเก่าและบุหรี่ลอยวนเวียนอยู่รอบตัว
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนื้อดี นั่งไขว่ห้างรออยู่ก่อนแล้วบนเก้าอี้หนังราคาแพง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง เสี่ยวิชัย… เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ผู้กุมชะตากรรมของชุมชนแออัดทั้งหมดกำลังนั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ จากแก้วเซรามิกอย่างสบายใจ
“นั่งลงก่อนสิครับ คุณก้อง” เสี่ยวิชัยผายมือไปยังเก้าอี้ไม้เก่าฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยทว่าแฝงด้วยความกดดันอันมหาศาล
ก้องมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อนที่สะสมมาหลายวัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่พรากบ้านและลมหายใจของคนในชุมชนไปทีละคน
“คุณต้องการอะไรอีก เสี่ย… คนที่นี่เขาก็ตายกันหมดแล้ว ชุมชนก็พังแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือไง?” ก้องเอ่ยถามเสียงเรียบ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะโกรธเกรี้ยว
เสี่ยวิชัยวางแก้วกาแฟลงกระทบโต๊ะเบา ๆ เสียงนั้นดังสะท้อนก้องในห้องแคบ ๆ ชายวัยกลางคนโน้มตัวไปข้างหน้า ประสานมือไว้บนโต๊ะแล้วส่งยิ้มเย็นเยียบ
“ความพ่ายแพ้มันไม่ได้น่ากลัวหรอกนะก้อง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ… การที่นายยังดึงดันจะสู้ต่อทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางชนะต่างหาก” เสี่ยวิชัยเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองเอกสารแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ “เซ็นใบยินยอมย้ายออกจากพื้นที่ทั้งหมดซะ แล้วฉันจะปล่อยผู้หญิงคนนั้นกับเพื่อน ๆ ของนายให้เป็นอิสระ… แต่ถ้าไม่… นายก็รู้ใช่ไหมว่าคนอย่างฉัน สามารถทำให้ใครสักคนหายไปจากเมืองนี้ได้ง่ายยิ่งกว่าดีดนิ้วเสียอีก”
ก้องก้มมองเอกสารแผ่นนั้น ลายเซ็นที่ว่างเปล่ารออยู่เบื้องหน้า มันคือทางเลือกเดียวที่จะช่วยรินและคนอื่น ๆ ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอิทธิพลมืด แต่มันก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรม และทรยศต่อดวงวิญญาณของลุงมั่นและพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว
นิ้วมือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพง หัวใจของชายหนุ่มบีบตัวแน่นจนแทบหยุดเต้น ความหวังที่เคยลุกโชนอยู่ในอก บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาหม่นที่กำลังจะดับมอดลงในค่ำคืนนี้
ทว่า… ในวินาทีที่ปลายปากกาจดลงบนกระดาษและกำลังจะลากเส้นแรกนั้นเอง
เสียงก๊อก ๆ เคาะประตูห้องสอบสวนเบื้องนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ… ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูผางโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต และร่างของบุคคลปริศนาในชุดเสื้อโค้ทกันฝนเปียกชุ่มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกที่ถูกโยนกระแทกเสียงดังโครมลงบนโต๊ะต่อหน้าเสี่ยวิชัย!
“เสียใจด้วยนะเสี่ยวิชัย… พอดีว่าเอกสารชุดนั้นของคุณ มันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วล่ะครับ”
**[CLIFFHANGER HOOK]:**
เสี่ยวิชัยหน้าถอดสีทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นตราประทับลับบนแฟ้มเอกสารนั้น ขณะที่ก้องค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยความตกตะลึง… เพราะคนที่ก้าวเข้ามาในห้องสอบสวนยามวิกาลนี้ คืออัยการสูงสุดผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดเดี่ยวและไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ในประเทศ!
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและจับมือกันไว้บนเส้นทางที่เปื้อนหยาดน้ำตาและคราบน้ำตาแห่งศรัทธานี้นะครับ*
**- บันทึกคนจร -**
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 48
ความเหนื่อยล้าของมวลชน
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!