"นายคิดว่าคนอย่างเสี่ยวิชัยจะเก็บรอยเท้าตัวเองไว้บนผืนทรายเหรอ ก้อง? เขาไม่ได้ใช้ดินสอเขียนแผนผังความมั่งคั่งหรอกนะ เขาใช้เลือดและหยาดเหงื่อของคนจนเป็นหมึกพิมพ์ต่างหาก"
เสียงของรินดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องเช่าแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละออง ก้องไม่ได้ตอบทันที เขายังคงจดจ้องอยู่กับกระดานไวท์บอร์ดที่เต็มไปด้วยเส้นด้ายสีแดงโยงใยไปมาระหว่างรูปถ่ายนามบัตร และบันทึกการโอนเงินที่เขาใช้เวลากว่าสามเดือนในการรวบรวมมา
"ไม่ใช่แค่คนจนหรอกริน..." ก้องพึมพำ สายตายังไม่ละไปจากกระดาน "มันรวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้น้อย คนรับเหมาช่วงที่ถูกกดค่าแรง และกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น ทุกคนเชื่อมโยงกับเสี่ยวิชัยเหมือนใยแมงมุมที่ไม่มีวันแกะออก"
ก้องหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันเป็นภาพถ่ายระยะไกลของงานเลี้ยงการกุศลแห่งหนึ่ง เสี่ยวิชัยในชุดสูทราคาแพงกำลังหัวเราะร่าเคียงข้างกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตา ก้องขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาในอกเหมือนคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
"นายจำชายคนนั้นได้ไหม?" รินขยับเข้ามาใกล้พลางชี้ไปที่มุมภาพ "ฉันเคยเห็นเขาในรายงานการประชุมของสภาเขตเกี่ยวกับโครงการเวนคืนที่ดินริมน้ำ... คนที่บอกว่าโครงการนั้นจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน"
ก้องไม่ได้ตอบ แต่เขากลับขยับตัวไปที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องเก่าที่พัดลมทำงานเสียงดังสนั่น เขากดรัวแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเปิดไฟล์เอกสารลับที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวในบริษัทอสังหาฯ ของเสี่ยวิชัย รายชื่อบริษัทนอมินีจำนวนสิบสองแห่งปรากฏขึ้นบนจอ ทุกชื่อล้วนจดทะเบียนด้วยทุนจดทะเบียนเพียงน้อยนิด แต่กลับมีกระแสเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้าน
"ดูนี่สิ" ก้องชี้ให้เห็นรอยเชื่อมโยงที่น่าตกใจ "บริษัท 'สิริกุล พร็อพเพอร์ตี้' กับ 'นรินทร์ ก่อสร้าง' ที่ประมูลงานภาครัฐได้ตลอดเวลา แท้จริงแล้วใช้ที่อยู่เดียวกันในทะเบียนราษฎร์ และที่สำคัญที่สุด... เบอร์โทรศัพท์ของผู้ติดต่อกลับ เป็นเบอร์เดียวกับเลขาส่วนตัวของเสี่ยวิชัย"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงรถวิ่งผ่านหน้าบ้านและเสียงหายใจที่หนักหน่วงของคนทั้งสอง ก้องรู้สึกถึงความกดดันที่บีบคั้น เขาไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่อยากทวงคืนความยุติธรรมอีกต่อไป แต่เขากำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่มองไม่เห็นกระสุน แต่อาจถึงแก่ชีวิตหากก้าวพลาดเพียงจังหวะเดียว
"ถ้าเราเปิดโปงเรื่องนี้ ทุกอย่างจะพังลงมา" รินเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า "ทั้งเสี่ยวิชัย คนในรัฐบาล และอาจจะรวมถึงชีวิตของนายด้วยนะก้อง"
ก้องหันกลับมามองริน สายตาของเขามีความมุ่งมั่นที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธแค้นแบบเด็กๆ แต่มันคือความนิ่งสงบของผู้ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำลายโซ่ตรวนนี้ลง ไม่ว่าราคาที่ต้องจ่ายจะเป็นอะไรก็ตาม
"ผมเห็นพ่อผมตายลงไปช้าๆ ในบ้านปูนเปียกๆ ที่ถูกยึดเพียงเพราะความเหลื่อมล้ำที่ผมไม่มีทางสู้" ก้องเว้นจังหวะ สายตาเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง "ผมไม่อยากให้ใครต้องเป็นแบบพ่ออีกริน ถึงจะเสี่ยง แต่ถ้าความจริงชุดนี้ไม่ถูกเปิดเผย ผมก็คงไม่ต่างอะไรจากเศษปูนที่ถูกเหยียบย่ำไปวันๆ"
ก้องลุกขึ้นเดินไปหยิบแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทวางลงบนโต๊ะ เขาเตรียมพร้อมที่จะส่งข้อมูลชุดนี้ให้กับสำนักข่าวที่กล้าพอจะตีแผ่เรื่องราวดังกล่าว แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะกดส่งอีเมลฉบับสำคัญนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะหนักแน่น
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
ก้องและรินหันไปมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ไม่มีการนัดหมายใดๆ เกิดขึ้นในคืนนี้ และคนที่พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อแห่งนี้ไม่มีใครที่คุ้นเคยกับการเคาะประตูอย่างมีจังหวะจะโคนเช่นนี้
"ใคร?" ก้องตะโกนถามขณะขยับเข้าไปใกล้ประตู มือคว้าท่อนเหล็กเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างโต๊ะไว้แน่น
เสียงเคาะหยุดลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงของผู้ชายคนหนึ่งจะลอดผ่านรอยแยกของประตูเข้ามา น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ
"ไม่ต้องเปิดหรอกก้อง... ผมแค่จะเอาของบางอย่างมาคืนนาย ของที่พ่อของนายทิ้งไว้ก่อนที่จะจากไป... ของที่นายกำลังพยายามจะใช้มันทำลายผม"
ก้องตัวแข็งทื่อเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันคือเสียงของเสี่ยวิชัย ชายที่ควรจะอยู่ในคฤหาสน์หรูหรา ไม่ใช่มายืนอยู่หน้าห้องเช่าซอมซ่อในย่านเสื่อมโทรมแห่งนี้!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความมืดมิดไปพร้อมกับผมจนถึงบรรทัดนี้ด้วยนะครับ - บันทึกคนจร
ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา•ตอนที่ 29
การสืบสาวราวเรื่อง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาปูนเปียก: ปลายทางแห่งศรัทธา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!